~Whites Side~
ชิบูย่า เวลาประมาณหกโมงเย็น...
ผมมองตัวเลขวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาดิจิตอลบนข้อมือกำลังกะพริบบอกเวลาที่ผ่านไปทุกขณะ ...ขณะยืนเอนหลังพิงผนังทางเดินด้านหนึ่งในสถานีรถไฟที่ติดสกรีนโปรโมทดราม่าเรื่องใหม่ของ NHK อย่างไม่ใส่ใจว่าจะบังหน้าตาสะสวยของนางเอกอยู่พอดี
...ผู้คนเมืองหลวงมากมายกำลังเดินผ่านเส้นทางนี้ ...เวลาของพวกเขากำลังดำเนินไปใต้กรอบชีวิตอันรีบเร่ง ...เวลาและข้อจำกัดสังคมมากมายที่มนุษย์สร้างขึ้นมาล้อมกรอบตัวเองกลายเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินชีวิต
...เพื่ออะไร ?
ผมเฝ้าถามตัวเองอยู่หลายครั้ง ...เรากำลังทำอะไร? และ...เพื่ออะไร?
เงินทอง? ...ชื่อเสียง? ...คนรัก?
น่าขำนะ ...พ่อบังเกิดเกล้าของผมเองนี่แหละตัวอย่างที่ดีเยี่ยม ...เขาเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนกับห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของฝูงชนที่กำลังเดินผ่านหน้าผมไปทั้งในตอนนี้และอนาคต ...ชีวิตพ่อมีแต่คำว่า งาน ...ผลกำไร ...และอัตราการเติบโตของบริษัท
...พ่อใช้เวลาแค่สิบปี ...ไต่เต้าจากพนักงานต๊อกต๋อยจนถึงหนึ่งในผู้บริหาร ...ถึงก้าวเดินของพ่อจะมีทางลัดบ้างก็เถอะ ...ใช่ครับ ...ในปีที่สามของการทำงาน พ่อก็แต่งงานกับลูกสาวประธานบริษัท ...ซึ่งก็คือแม่ของผมนั่นเอง แต่ถึงจะมีคนครหาว่าใช้แม่เป็นทางลัดยังไง ผมก็ยังเชื่อว่าพ่อขึ้นไปยืนบนจุดนั้นได้ เพราะความทุ่มเทของเขาเอง...
แต่ทุกวัน ...ผมจะเห็นพ่อนั่งสูบบุหรี่เหม่อมองออกไปจากหน้าต่างกระจกตึกระฟ้า ...ด้วยสายตาที่เหมือนกับนกอยากโบยบิน...
เขามีความสุข? หรือไม่กันนะ?
พ่ออาจจะประสบความสำเร็จในความหมายของเขา ...ในสายตาของสังคม ...มีชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ ...หน้าที่การงานประสบความสำเร็จ ...แต่พ่อมีความสุขหรือเปล่า?
จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่มั่นใจ...
...อะไรคือประสบความสำเร็จ ... ? ..มันคือสิ่งเดียวกับมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขหรือเปล่า?
ขอโทษที...พอดีกองถ่ายมีปัญหานิดหน่อย..รอนานหรือเปล่า...เรียวจัง~
ฮิโรกินั่นเอง ...เขาหยุดยืนค้อมตัวหอบเบาๆ ...ตรงหน้าผม แก้มป่องแดงเรื่อนิดๆ ...คงวิ่งมาละสิ ...แต่ผมคงเหม่อไปหน่อย ...เลยเผลอสะดุ้งเมื่อมือเย็นๆ เอื้อมมาคว้าข้อมือเบาๆ
ถึงตรงนี้คุณคงสงสัยละสิว่าเจ้าหนุ่มน้อยหน้าหวานแถมผอมบางเป็นเสากระโดงเรือคนนี้เกี่ยวข้องอะไรกับผม ...เอาเป็นว่าถามว่าผมเป็นอะไรกันกับเขาน่าจะตอบง่ายกว่า ...เพราะถึงตอนนี้...ลองคุณได้ติดตามข่าวสักหน่อย คงไม่มีใครไม่รู้จัก...อุจิ ฮิโรกิ ...นักศึกษาหน้าใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาลัย T นายแบบและนักแสดงดาวรุ่ง...
ก็ไม่เชิง ผมส่ายหน้า ...ปลดมือบางออกแล้วเป็นฝ่ายกุมไว้เอง ...ปล่อยให้ฮิโรกิเดินตามอย่างว่าง่าย ...น่าแปลก ...ทุกสิ่งกำลังดำเนินไปด้วยดี ถ้าไม่ใช่ ...จู่ๆ จมูกผมก็สัมผัสได้ถึงกลิ่น ...กลิ่นบุหรี่ ...ฮิโรกิไม่สูบบุหรี่... ผมตะขิดตะขวงใจ ...แต่เลือกจะแกล้งทำเฉย ก็ยืนคิดอะไรเพลินๆ น่ะ
คิดเรื่องแปลกๆ แบบที่คนอื่นเค้าไม่คิดกันอีกละสิ แบบที่ถามว่าจักรวาลจะเป็นยังไงถ้าไม่เกิด big bang ใช่ม่า ...แล้วก็นะ ถ้าอเล็กซานเดอร์ไม่สิ้นพระชนม์ที่บาบิโลน เส้นแบ่งทวีปจะเหมือนเดิมหรือเปล่า ... หึหึ แปลกใจละสิว่าฉันรู้เรื่องที่เรียวจังโพล่งอะไรออกไปในชั่วโมงประวัติศาสตร์ศิลปะเมื่อวานมาได้ยังไง ฮิโรกิล้อเลียนคำถามประหลาดๆ ของผมที่มหาวิทยาลัย ...ผมได้แต่ส่ายหัวดิก ...อาคานิชิ จิน! แกอีกแล้วสินะ
เห็นผมทำหน้าเบ้ ร่างโปร่งบางเลยได้ทีหัวเราะจนตัวโยน ...เขาจะรู้มั้ยนะ ว่าแค่เสียงหัวเราะของเขาก็เรียกสายตาใครต่อใครที่เดินผ่านไปมาบนทางเดินสถานีรถไฟชิบูย่าแห่งนี้ให้หันมาจับจ้องเขาอย่างเผลอตัว
จะบอกว่าคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องละสิ
เฮ้ นั่นพูดเองนะ หันมาแลบลิ้นล้อให้ผมได้แกล้งชกหน้าเบาๆ ...ชกเล่นๆ นะครับ ...ไม่มีทางใส่แรงเต็มสตรีมหรอกสาบานได้ ...ก็ใบหน้าสวยๆ ของฮิโรกิตอนนี้มีมูลค่ามากกว่าลัมบอกินี่คันหรูที่ขับผ่านหน้าไปบนถนนเมื่อกี้อีก แต่แย่หน่อยที่ฮิโรกิไม่ยักคิดแบบนั้น ...ก็เจ้านี่น่ะ ...ขากีฬาเสียโฉมตัวยงเลย = =
เน่~ เรียวจางง~ พรุ่งนี้ว่างใช่มั้ย? ...ฮิโรกิหันมายิ้มเจ้าเล่ห์ ไปทะเลกัน~ ฉันนัดพวกจินไว้แล้ว แล้วก็..ห้ามบอกว่าติดเรียนเด็ดขาด ฉันเช็คตารางเรียนของนายมาเรียบร้อยแล้ว ...พรุ่งนี้เรียวจังมีเรียนแค่ถึงสิบโมงเช้า หลังจากนั้นว่างโลดทั้งวัน ...
ผมละยอมแพ้จริงๆ ...มหาลัยเพิ่งเปิดภาคสองมาไม่ถึงอาทิตย์ ...แต่ฮิโรกิรู้ตารางเรียนบวกทำงานของผมก่อนเจ้าตัวซะอีก ...น่าเครียดไหมเนี่ย - -?
ไปทะเล... จะไปก่อปราสาททรายแบบตอนอนุบาลรึไง ...จะไปเล่นเซิร์ฟก็บอกมาตรงๆ เถอะน่า!? ผมดักคอ ...เจ้าฮิโรกิพองแก้มเหมือนเด็กโดนขัดใจ ทั้งๆ ที่ ...เจ้านี่น่ะ อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะยี่สิบแล้วแท้ๆ ผมเลยอดหัวเราะบ้างไม่ได้ ไปก็ไปน่า ...แต่เอารถฉันไปนะ ไม่ให้นายขับเองเด็ดขาด
ฮิโรกิดูท่าจะพอใจ แต่ริมฝีปากอิ่มก็ยังแอบบ่นขมุบขมิบทำนองว่าผมนั่นแหละที่ขับรถน่ากลัว ไม่ใช่เขาสักหน่อย
ผมหัวเราะ ...จูงมือเด็กหนุ่มตัวสูง ...แต่ดูบอบบางน่ารักให้เดินตามช้าๆ ...ไม่นานคนที่ดูเหมือนจะงอนก็สะกิดชี้ให้ผมดูสาวน้อยม.ปลายผมสั้นที่กำลังยืนเก้ๆ กังๆ อยู่เคาท์เตอร์ชำระเงินหน้าร้านหนังสือ
เจ้าฮิโรกิดึงหมวกนิวยอร์ก แยงกี้จากศีรษะผมมาสวมทับผมสีอ่อนแบบหน้าตาเฉย แล้วจุ๊ปากยิ้มๆ เหมือนจะบอกว่าอย่าเพิ่งโวยวาย
...สาวน้อยต้องการความช่วยเหลือจากสุภาพบุรุษไง ฮิโรกิพูดเพ้อๆ ...ผมก็พอจะรู้หรอกนะ ...หมอนี่มีจุดอ่อนที่ผู้หญิงตาโตหน้าเหมือนตุ๊กตานี่นา ...เลยไม่แปลกใจสักนิดที่อยู่ดีๆ เจ้าคนตัวสูงก็สาวเท้าพรวดๆ ไปหาเจ้าหล่อน ทิ้งผมให้ยืนงงๆ ว่าฮิโรกิจะทำอะไรกันแน่
สาวน้อยดูเหมือนใกล้ร้องไห้อยู่รอมร่อ เธอหันรีหันขวาง ...ควานมือลงสำรวจกระเป๋าถือรอบแล้วรอบเล่า แต่สุดท้ายก็ยกขึ้นมาด้วยความว่างเปล่า ...ถึงตอนนี้ผมพนันได้เลยว่ากระเป๋าสตางค์เธอคงหายแน่ๆ แล้วกว่าสาวน้อยจะรู้ตัวก็คงเมื่อหอบหนังสือกองโตมาชำระเงินซะแล้ว
เธอสะดุ้งนิดๆ เมื่อฮิโรกิสะกิดที่แขนเบาๆ
หานี่อยู่รึเปล่าครับ? ...เนียน ...เนียนจริงๆ เจ้าฮิโรกิหยิบสมุดจดเมโมเล่มเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋ายื่นให้สาวน้อยที่เงยหน้าขึ้นมองงงๆ
เอ๋? ...เอ่อ ...ไม่ใช่ค่ะ ... สาวน้อยอ้าปากจะเถียง ...ส่วนพนักงานหน้าเคาท์เตอร์ก็เริ่มมองทั้งสองคนด้วยสายตาหงุดหงิด
แต่แค่รอยยิ้มเดียว ...รอยยิ้มเดียวเท่านั้นจากใบหน้าเป็นมิตรของฮิโรกิ ...พวกเขาก็ชะงักชั่ววินาที ก่อนยอมให้เจ้าหนุ่มน้อยตัวสูงชักนำอย่างว่าง่าย พนันได้เลย ...คงเจอรอยยิ้มเปล่งประกายพิฆาตเข้าแล้วแน่ๆ ...ผมละยอมแพ้เจ้าเพื่อนรุ่นน้องคนนี้จริงๆ
...ถ้าคุณสงสัยว่า คนที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูน่าเอ็นดูไปซะหมด เป็นอย่างไร ... ลองมองรอยยิ้มของฮิโรกิดูสิครับ ...แล้วคุณจะเข้าใจ...
พอดีผมเห็นเค้าลืมสมุดเล่มนี้ไว้ตรงตู้หนังสือน่ะครับ เลยรีบเอามาคืนก่อนเจ้าตัวจะไปซะก่อน ... ยิ้มให้พนักงานที่ตอนนี้ดูจะล่องลอยพยักหน้าส่งๆ เพราะความน่ารักไปแล้ว ...ร่างโปร่งหันไปกระซิบเด็กสาว ...เธอทำตาโต โบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน แต่ฮิโรกิก็แค่ตบไหล่เธอเบาๆ แล้วเดินกลับออกมาหาผม ...ปล่อยให้สาวน้อยมองตามด้วยวายตาลำบากใจระคนโล่งอก...
ในนั้นมีเงินอยู่เท่าไหร่ล่ะ... เอาเถ้อะ! กับสาวๆ น่ะถึงไหนถึงกันอยู่แล้วใช่มั้ยฮิโระจัง ... ทำตัวยังกับพระเอกละครน้ำเน่า
ฮิโรกิแค่เลิกคิ้ว ...ไม่สนใจเสียงกัดแกมแซวของผม เขาก้าวออกเดินนำหน้า มือสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกง คอเรียวเชิดมองท้องฟ้าประดับตึกสูงที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงสดจากลำแสงเรื่อเรืองของดวงอาทิตย์ ณ ปลายขอบฟ้า
ผมสาวเท้าตามช้าๆ มองแผ่นหลังบางใต้เชิ้ตดำแขนกุด เขายังคงสวมหมวกใบโปรดของหน้าตาเฉย... ไม่นึกเสียใจหรอกที่พูดแบบนั้นออกไป รู้ทั้งรู้ว่า ...ฮิโรกิน่ะใจดีกับทุกคน แต่ลึกๆ แล้วผมก็ยังอดไม่ชอบใจไม่ได้ ...ผมไม่อยากให้ฮิโรกิเอาใจใส่ใครอื่น ...นอกจากตัวเอง ...เห็นแก่ตัวเป็นบ้า!
กระเป๋าตังค์เธอหาย ...แล้วหนังสือพวกนั้นก็ตำราแพทย์ทั้งนั้น ...มีศาสตร์อนาโตมี่นอกหลักสูตรของเคมบริดจ์เล่มนั้นด้วย... เขาพูดเสียงเบา ...ไม่หันมามองผมเหมือนทุกครั้ง ...ผมรู้ว่าฮิโรกิรู้สึกยังไง ...ตำราแพทย์...นักศึกษาแพทย์เหมือนกับคนๆ นั้น... ฮิโรกิกำลังนึกถึงอดีต ...อดีตที่ควรจะลืมไปได้แล้ว!
ผมรีบสาวเท้าเร็วๆ ไปโอบไหล่คนตัวสูงเบาๆ ...ฮิโรกิไม่ได้ร้องไห้ ฟันคมแค่กัดริมฝีปากอิ่มนิดๆ ...ก่อนพูดเสียงแผ่ว เรียวจัง ...ทำไมคนเราถึงต้องเกิดมาด้วยนะ ...เกิดมาแล้วก็ต้องมีชีวิต ...มีชีวิตแล้วก็ต้องมีความผูกพัน มีความผูกพันก็กลัวการสูญเสีย ...พอสูญเสียไปแล้วก็มีแต่ความเจ็บปวด ...มนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนรู้ความเจ็บปวดหรือเปล่านะ?
แต่ในความเจ็บปวดก็มีความสุขใช่มั้ย ...ในความทรงจำ ...ก่อนจะสูญเสียมันไปไง ... นายมีความสุขใช่มั้ย ก่อน ..โค ..เอ่อ ...คนๆ นั้น ...จากไป ....ผมไม่กล้าเอ่ยชื่อคนสำคัญของฮิโรกิออกมาได้เต็มปากแน่ ...แม้จะเคยเป็นชื่อที่ฮิโรกิแย้มยิ้มเสมอเมื่อได้ยินก็ตาม...
ฮิโรกิไม่ได้พูดอะไรอีก ...ผมคว้าข้อมือเรียวเข้าเกาะกุมไว้อีกครั้ง ...อยากส่งความอบอุ่นให้แผ่เข้าหลอมละลายความเศร้าที่ฝังลึกในใจร่างนี้ออกไปให้หมด...
ไม่ว่าเมื่อไหร่ ...ผมก็อยากเห็นรอยยิ้มของฮิโรกิ ..รอยยิ้มที่ปลอบประโลมหัวใจผู้คนรอบข้าง ..แม้หัวใจเจ้าตัวจะเยียบเย็นด้วยเกล็ดน้ำแข็ง...
อนาคตจะเป็นอย่างไรไม่รู้ ...แต่สำหรับผมวันนี้แล้ว ...เพื่อนรุ่นน้องตัวสูงคนนี้คือ ...แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว...
ฮิโรกิหัวเราะเบาๆ ...ริมฝีปากอิ่มพึมพำอะไรสักอย่างกับตัวเอง แล้วหันมายิ้มให้ผม ... เคย์จังเคยพูดแบบนี้เลยล่ะ ...สิ่งมีค่าที่สุดของมนุษย์ ก็คือความทรงจำ ...ไม่นึกเลยนะว่าจะได้ยินคำพูดดีๆ แบบนี้จากปากเรียวจังด้วย
ผมยิ้มแห้งๆ ...พร้อมๆกับ ...ปึด! ...เสียงเส้นเอ็นในศีรษะกระตุก ...ในสายตาฮิโรกิเนี่ย ...ผมมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ!?
ฮิโรกิตบไหล่ผมเบาๆ ...ใบหน้าสวยเปล่งเสียงหัวเราะกังวาล ...เรายืนอยู่ท่ามกลางหมู่ชนสัญจรผ่านไปมา ...บางคนหยุดมองพินิจใบหน้าฮิโรกิบ้าง ...เด็กสาวบางกลุ่มถึงกับตาโต ...บางคนวิ่งเข้ามาขอถ่ายรูปด้วยแต่ฮิโรกิก็ปฏิเสธไปอย่างสุภาพ ...เหมือนกับรู้ใจผม...
แต่บางราย ...ถึงฮิโรกิไม่ตอบสนองก็ทำเอาผมอยากกระทืบเหมือนกัน อย่างเจ้าหนุ่มหัวเด๊ดร็อคที่เดินสวนผ่านไปร้องตะโกนไล่หลังเราเสียงดัง
โย่ว ฮิโระ! หนังเรื่องใหม่ของนายน่ะ ขอฉากเซอร์วิสเยอะๆ นะ ฉันจะรอดู!!
...ฮิโรกิเอาแต่ยิ้ม ไม่หันไปตอบว่าอะไร ...ส่วนผม ...กระชับมือที่กุมข้อมือบางเอาไว้ให้แน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ...จะพูดว่าไม่ชอบสถานะ บุคคลสาธารณะ ของฮิโรกิก็ไม่ถูกนักหรอก เพราะ...มันคือสิ่งโยงใยให้ผมได้พบกับเขานี่นา...
สองปีก่อน ขณะที่ผมกำลังเซ็งๆ กับความหัวรั้นของพ่อที่ตั้งใจจะให้ cm ตัวนี้ออกมาเตะตาคนกลุ่มใหญ่ให้ได้ แต่ไม่ยอมลงมาประสานงานเอง ดันโยนให้ลูกชายนักศึกษามหาวิทยาลัยไร้ประสบการแบบผมมารับผิดชอบแทน - - ...เลยเดินออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกระหว่างรอทีมงานเตรียมเครื่องมือ ที่สตูดิโอถ่ายทำ cm ตัวใหม่ของบริษัทเรานั่นเอง ...ที่ผมได้พบกับเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักท่าทางเบื่อโลกคนหนึ่ง ...เขากำลังนั่งเล่นเกมนินเทนโด้เงียบๆ คนเดียว เหมือนกับเชิญชวนให้ผมไปนั่งด้วย และผมก็หน้าด้านพอจะเดินเข้าไปคว้าเครื่องเกมออกจากมือเรียวสวยนั่นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากดวงตากลมโตคู่นั้น
ก็อย่างคนอื่นๆ นั่นแหละครับ เราทำความรู้จักกันด้วยเสียงะเลาะจะเป็นจะตาย แต่สุดท้ายแล้วฮิโรกิก็หลงเสน่ห์ความเป็นคนตรงๆ (?) ของผมเข้าให้ ผมมารู้ทีหลังในวันนั้นเอง ว่า...ฮิโรกิ เป็นพรีเซนเตอร์ ...แคมเปญโฆษณาตัวล่าสุดของบริษัทเรา ...ถึงจะบอกว่าล่าสุด ...แต่ถึงตอนนี้เวลาก็ดำเนินมากว่าสองปีแล้ว ...ความฮ็อทของนายแบบหนุ่มน้อยอายุ 18 เรียกความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้อย่างถล่มทลาย ซ้ำยังลากเอาแฟนคลับติดมาเป็นพรวน...
ผมเผลอมองใบหน้าสวยแต่น่ารักเหมือนตุ๊กตาอย่างนึกทึ่ง จากตอนนั้น ...คนๆ นี้เป็นแค่นายแบบโฆษณาโนเนมไม่เด่นดังอะไร แต่ตอนนี้ ...เขาก้าวผ่านอุปสรรคมากมายจนกำลังจะกลายเป็นนักแสดงแนวหน้าคนหนึ่งของวงการบันเทิง
...ฮิโรกิเก่งที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และพร้อมจะไล่ตามฝันอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าคนสำคัญที่เคยอยากให้ร่วมยินดีด้วยจะไม่อยู่เคียงข้างอีกแล้ว ฮิโรกิก็ยังก้าวเดินต่อไปไม่หยุดพัก ...ร่างโปร่งจะเลิกล้มก็ต่อเมื่อหมดลมหายใจแล้วเท่านั้น
...แล้วผมละ...?
มีความฝันที่ยิ่งใหญ่บ้างหรือเปล่า?
สำหรับหลายๆ คน ...ความรัก ...กับความฝัน อาจเป็นทางเดินคนละเส้นกัน ...เมื่อเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว อาจต้องละทิ้งอีกสิ่งไปไม่มีวันหวนกลับ...
แต่สำหรับผม ...ความรัก ...คือเชื้อเพลิงจุดประกายความฝัน... แม้ว่าในตอนนี้ ...จะไม่มีอ้อมกอดอ่อนโยนให้ออดอ้อน ไม่มีคนๆ นั้นคอยปลอบประโลม ไม่มีรอยยิ้มอบอุ่นชวนอิ่มเอมใจอีกแล้ว ...เหมือนกับความรักที่สูญสลายไปราวกับสายลม
...แต่ผมยังคงสาบาน ...สาบานกับตัวเองว่า ...จะรักษา ความฝันของเขา ...ไว้ให้ได้
...ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม...
เหม่อเชียวนะ ฉันนี่มันน่าเบื่อนักรึไง?
ผมนอนนิ่ง ...ปล่อยให้ลมหายใจอุ่นสาดกระทบลำคอ... ภายในห้องเงียบกริบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแผ่วเบา ...ตอนนี้ภายนอกคงเริ่มย่างเข้าเวลาเย็นแล้ว ...นานมากแล้วสินะที่ผมกับเขาใช้เวลาอยู่ในห้องนี้...
จะว่าไป เขา ก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่กระแนะกระแหนหรอก ...ก็แค่ เซ็ง เท่านั้น
ผมยันกายขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน ท้าวศอกลงชะโงกหน้าไปซบกับแผ่นอกกว้าง ...เสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะราบเรียบสะท้อนก้องสู่โสตสัมผัส ...ดวงตากลมโตกำลังจ้องมองผม ...เขายิ้ม ในขณะที่ผมปิดเปลือกตาลง ...ปล่อยให้มือเรียวลุกล้ำเข้าสัมผัสผิวกายเย็นเฉียบใต้ผ้าห่มนุ่ม ...บางครั้งคนเราก็ต้องฝืนความรู้สึกเพื่อความอยู่รอดบ้าง พรุ่งนี้ ...จะไปทะเล ...มาหาไม่ได้
ผมกลั้นเสียงครางในลำคอ ...แม้จะเคยชิน แต่สัมผัสเนิบนาบจากฝ่ามืออุ่นก็ยังปลุกเร้าความรู้สึกได้เสมอ ...เขายังคงไล้ปลายนิ้วไปเรื่อย ก่อนกดริมฝีปากลงทาบซอกคอผมเบาๆ ..ผมรู้สึกได้ถึงความคมของฟันที่ประทับเหนือผิวเนื้อ ...เขากระซิบเสียงเรียบ ...หวังว่าจะจำเรื่องที่ฉันเตือนได้นะ ...หมอนั่นน่ะ ...ระวังไว้หน่อยก็ดี
ผมว่าคนที่ควรระวังน่าจะเป็นคุณมากกว่ามั้ง... ใช่มั้ยครับ? คุณผู้กำกับเนื้อหอมรางวัลปาล์มทองคำ...
เขาแค่นหัวเราะหึ ...ละมือจากผิวกายผมแล้วหันไปควานหยิบบุหรี่กับไฟแช็กข้างหัวนอนมาจุดสูบ ... ท่าทางคำพูดทีเล่นทีจริงของผมคงทำให้เขาฉุนไม่น้อย ก็แล้วแต่ ... แค่ได้ยินข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับบริษัทของพ่อหมอนั่นมานิดหน่อย
insider อีกแล้วนะ ...นี่คุณเป็นใครกันแน่ ผมชักมีความรู้สึกว่าคุณไม่ใช่ผู้กำกับภาพยนตร์ธรรมดาแล้วสิ
อยู่วงการนี้มันก็ต้องมีคอนเนคชั่นกันบ้าง เขาเลิกคิ้ว ...อ้าปากคายบุหรี่บนปลายลิ้นให้ผมรับมาสูดควันแล้วส่งคืน... แต่จะได้มาด้วยวิธีไหนนั่นอีกเรื่อง
ผมจ้องเข้าไปในดวงตากลมโตแต่ลึกลับคู่นั้น ...ดวงตาที่พวกนักข่าวล้วนให้คำจำกัดความว่าเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ...แม้จะชื่นชมในความสามารถ แต่ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ...ยามาชิตะ โทโมฮิสะเป็นคนแปลก ...หรืออาจจะเรียกว่าติสต์แตกจนเข้าใจยากก็ได้ ...นอกจากผลงานที่ออกมากระชากความสนใจจากทุกคนทั้งในและนอกวงการบันเทิงอย่างภาพยนตร์แจ้งเกิดของเขาเมื่อสามปีก่อนที่บ้าบิ่นใช้ฟิล์ม 16 มม. ถ่ายทำโดยอาศัยโครงเรื่องฆาตกรรมสยองขวัญแต่หักมุมอย่างชาญฉลาด... หรือหนังฟิล์มนัวเรื่องล่าสุดของเขาที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานน์ได้อย่างตรงตามความคาดหมาย แม้กระทั่งโปรเจคใหม่อันเป็นที่จับตาของทั้งประเทศ ...หลังจากยามาชิตะประกาศจะสร้างภาพยนตร์กึ่งสารคดีที่ไม่มีใครรู้โครงเรื่อง ...มีเพียงตัวผู้แสดงซึ่งเขาจงใจใช้นักแสดงหน้าใหม่แต่มีชื่อเสียงประดับบารมีอย่างนายแบบหน้าหวาน อย่างผม ...อุจิ ฮิโรกิ และ... สาวน้อยมัธยมปลายธรรมดาๆ ...นานะ เอคุระ...
แต่ชีวิตส่วนตัวของยามาชิตะกลับถูกปิดเป็นความลับ ...ใช่ว่าไม่มีใครระแคะระคายหรอกนะ ...อย่างนักข่าวญี่ปุ่นถ้าจะสืบเสาะข่าวคราวเกี่ยวกับใครจริงๆ จังๆ ละก็ ...เรื่องแค่นี้ไม่ครนาหรอก ...เพียงแต่ ...ผลหลังจากได้ข่าวเหล่านั้นมาแล้วต่างหาก... ไม่ว่าข่าวใดๆ เกี่ยวกับยามาชิตะนอกเหนือจากผลงาน ...ข่าวเหล่านั้นจะเงียบหายไปราวไม่เคยเกิดขึ้น... เหมือนหลุดหายเข้าไปในหลุมดำ... รวมถึงชื่อเสียงในวงการของคนขุดคุ้ยพวกมันขึ้นมาด้วย...
ว่าแต่ ...ไม่ห่วงบ้างเลยหรือไง ..? ...ข่าวที่ได้มาถึงจะยังไม่ 100% แต่เชื่อได้ 99% เชียวนะ ...อีกไม่นาน ...เรื่องบอร์ดบริหารนิชิกิโด้ ซอฟท์ อาจจะถูกเปิดโปงเรื่องปกปิดข้อมูลปัญหาสิ่งแวดล้อม ...ไม่แน่ ถ้าโชคร้ายมากๆ ก็อาจโดนขุดเรื่องหลอกลวงผู้บริโภคขึ้นมาด้วย ถึงตอนนั้น ...บริษัทนั้น ...อาจจะไม่เหลือแม้แต่รากก็ได้
ไม่เกี่ยวกับผมนี่ ... ...ใช่ ...ผมพยายามบอกตัวเองอย่างนั้น ครอบครัวเรียวจังจะเป็นยังไงก็ไม่เกี่ยวกับผม ...เขาก็เป็นแค่ ....เพื่อนแก้เหงาคนหนึ่ง...
โทโมฮิสะเลิกคิ้ว ตากลมโตตวัดจ้องลึกเข้าไปในดวงตาผมราวกับพยายามควานหาความจริง ...ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากเย็น ขณะที่เขาปลดปล่อยรอยยิ้มรู้ทันออกมา นั่นสินะ ...สำหรับนาย ไม่ว่าใครก็มีค่าเท่ากัน ...นายเลือกคบคนที่ผลประโยชน์อยู่แล้วนี่
สมกับเป็นเขาจริงๆ ยามาชิตะ โทโมฮิสะ ผู้กำกับหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์ ...ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ดักคอผมได้อยู่หมัด ...
ก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ผมช่วยแก้เบื่อให้คุณ ส่วนคุณก็หางานให้ผม ...ระหว่างเรา เรียกว่าพึ่งพาอาศัยกันจะดีกว่า
อ้า~ นั่นสินะ ...สมน้ำสมเนื้อดีใช่มั้ยละ ... รู้สึกว่าบทที่นายได้ไปจะกลายเป็นหัวข้อถกเถียงน่าดู ...ไม่กลัวถูกเปิดโปงบ้างเหรอ เขาพ่นควันสีจาง ...กลิ่นเมนทอลหอมตลบอบอวล ...นั่นก็แค่ขู่เล่นๆ ผมรู้ดี ...มีหรือ ...ผู้กำกับบารมีสูงอย่างโทโมฮิสะจะปล่อยให้ตัวเองพลอยเสียเครดิตไปด้วย
ผมขยับตัวตามเข้าสวมกอดเขาจากด้านหลัง ...ไล้ปลายนิ้วลงสัมผัสแผ่นอกสีน้ำผึ้งแผ่วเบา ถ้ารางวัลดึงดูดคุ้มค่า ผมก็พร้อมเดิมพันอยู่แล้ว ทิ้งไพ่ตามเจ้ามือไม่มีทางเสียหรอก อย่างมากก็เสมอตัว ...
ร้ายจริงนะ ท่าทางฉันคงต้องหาโอกาสเตือนหมอนั่นบ้างแล้วสิ
ผมหัวเราะเบาๆ กับคำเย้าของเขา ...กดจูบผิวแก้มเนียนสีน้ำผึ้ง แล้วลุกขึ้นไปคว้าเสื้อผ้าที่ตกอยู่ปลายเตียงมาสวมเร็วๆ ท่ามกลางสายตาแน่วนิ่งที่จดจ้องอยู่
ไปแล้วนะครับ มีนัดตอนหกโมงเย็น เดี๋ยวจะสายอีก ...กลัดกระดุมเสื้อเชิ้ตแขนกุดสีดำตัวยาวเม็ดสุดท้ายแค่เหนือสะดือ ...ปล่อยชายยาวระกางเกงยีนส์ขาดวิ่นโชว์เรียวขาให้โทโมฮิสะมองอย่างไม่ชอบใจ
แถลงข่าววันเสาร์ ...ต้องสูทดำเท่านั้น เข้าใจไหม เขาพูดเสียงเฉียบ ...ผมรู้ดี ...คนๆ นี้ติดเนี้ยบจนเป็นนิสัยและจะตะขิดตะขวงรำคาญทุกครั้งที่คนข้างกายทำตัวไม่ถูกใจ
นายแบบธรรมดาๆ อย่างผมจะหาสูทแบรนด์เนมจากไหนละครับ? โทโมะพูดง่ายนี่นา... อย่าลืมสิ ผมไม่ใช่คาเมนาชินะ จะได้มีคนออกค่าใช้จ่ายเรื่องพวกนี้ให้
ยามาชิตะหัวเราะหึ ...การใช้ถ้อยคำเสียดสีคือเรื่องปกติระหว่างเรา... ถึงจะไม่มีข้อผูกมัด ...ผมไม่ใส่ใจว่าเขาจะมีความสัมพันธ์กับใคร เหมือนกับเขาที่ไม่แคร์ชีวิตส่วนตัวของผม ...แต่บางครั้งผมก็รู้สึกอดไม่ได้ที่จะแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของ ...ผมอยากให้เขารู้สึกว่า ...ผมสำคัญ... สำคัญกว่าใครอื่นของเขา ... โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาเมนาชิ คาซึยะ ไอด้อลหน้าอ่อนแต่กร้านโลกคนนั้น!
อาร์มานี่กำมะหยี่สีดำ ...พรุ่งนี้ฉันจะให้คนส่งไปที่ห้อง พอใจมั้ย?
ผมหัวเราะร่วน เดินไปหอมแก้มเขาสองฟอดใหญ่ ...เวลาย่างเข้าใกล้หกโมงเย็นทุกที ...จากนี่นั่งรถไฟไปอีกสี่ป้ายจะถึงสถานีชิบูย่า..
ผมยิ้ม ...ประทับริมฝีปากลงแนบแน่นความลึกถึงสัมผัสของโทโมฮิสะอีกครั้ง ...ปล่อยให้เรียวจังรอสักหน่อยก็แล้วกัน...
.....
ร่างผอมบางของเขากำลังยืนเอนหลังพิงผนังสกรีนภาพโปรโมทซีรีย์เรื่องใหม่ของ NHK ...ปีกหมวกนิวยอร์ก แยงกี้ทีมเบสบอลโปรดของผมตกบังดวงตาเรียวเฉี่ยวคม ...ที่มักจะมองออกไปด้วยความฉงนสงสัยกับความเป็นไปของโลกรอบกาย
...มองในด้านที่คนอื่นไม่เคยมอง ...สนใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่น่าขบคิด ...นั่นแหละสเน่ห์ของเขาที่ดึงดูดผมให้เคลื่อนเข้าหาอย่างไม่รู้ตัว...
ผมพบเรียวจังครั้งแรกในฤดูร้อน เมื่อสองปีก่อน ...กับการถ่าย cm ครั้งแรกของผมให้กับบริษัทซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ของพ่อเขา... ในตอนนั้นผมยังอยู่กับเคย์จัง ...พี่ชายที่ดีที่สุด ...
ถึงจะบอกโทโมฮิสะไปว่าไม่เกี่ยวข้องกัน ...แต่ลึกๆ แล้วผมก็ยังนึกขอบคุณเรียวจังเสมอ ...ขอบคุณที่ช่วยให้ผมผ่านช่วงเวลาแห่งการสูญเสียมาได้ ...แม้จะทุลักทุเล ...แต่ถ้าไม่ได้เขายืนปลอบประโลมอยู่ข้างๆ ...ผมคงไม่มีแรงลุกขึ้นมาดำเนินชีวิตอีกครั้งได้แน่ๆ
...ถึงการมีชีวิตอยู่จะเจ็บปวด ...แต่ผมก็จะก้าวเดินต่อไป ...ผมจะหายใจในส่วนของเคย์จังด้วย...
ผมสาวเท้าเร็วๆ ...จนกลายเป็นเริ่มออกแรงวิ่ง ...เรียวจังไม่ได้สังเกตเห็นผมเลย ...จนกระทั่งผมไปหยุดยืนหอบตรงหน้าเขานั่นแหละ ...ใบหน้าคมๆ ถึงเพิ่งเงยขึ้นมอง...
ขอโทษที...พอดีกองถ่ายมีปัญหานิดหน่อย..รอนานหรือเปล่า...เรียวจัง~ ผมออกตัว ...เรียวจังไม่เคยรู้รายละเอียดการทำงานของผมนอกเหนือไปจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จากปากผมเอง ... เขาไม่เคยถาม ...เหมือนกับรู้ว่าผมไม่ชอบให้ยุ่งย่ามยังไงยังงั้น
ผมเอื้อมมือออกไปคว้าข้อมือผอมจนเห็นเส้นเอ็นไว้เบาๆ ...เรียวจังยิ้ม ...ทำไมใครๆ ถึงมองเรียวจังเป็นคนขรึมยิ้มยาก แถมปากร้ายกันนะ ...โอเคข้อสุดท้ายอาจจะจริง - - ...แต่ในสายตาผม ...เรียวจังคือผู้ชายละเอียดอ่อนคนหนึ่ง...
ก็ไม่เชิง เขาส่ายหน้า ...ปลดมือผมออกแล้วเป็นฝ่ายกุมไว้เอง ...ร่างเล็กเริ่มออกเดิน ปล่อยให้ผมสาวเท้าตามช้าๆ ...น่าแปลก ความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญเมื่อครู่จางหายไปหมดแล้ว ก็ยืนคิดอะไรเพลินๆ น่ะ
คิดเรื่องแปลกๆ แบบที่คนอื่นเค้าไม่คิดกันอีกละสิ แบบที่ถามว่าจักรวาลจะเป็นยังไงถ้าไม่เกิด big bang ใช่ม่า ...แล้วก็นะ ถ้าอเล็กซานเดอร์ไม่สิ้นพระชนม์ที่บาบิโลน เส้นแบ่งทวีปจะเหมือนเดิมหรือเปล่า ... หึหึ แปลกใจละสิว่าฉันรู้เรื่องที่เรียวจังโพล่งอะไรออกไปในชั่วโมงประวัติศาสตร์ศิลปะเมื่อวานมาได้ยังไง ...พอดีจำเรื่องที่จินแอบนินทาเพื่อนซี้ตอนคุยโทรศัพท์เมื่อคืนได้ เลยแกล้งเอามาล้อเจ้าตัวซะเลย
แล้วก็เป็นไปตามคาด ...เรียวจังหน้าแดงแจ๋เลย ...เขาเอามืออีกข้างมาถูจมูกถี่ๆ ท่าประจำใช้แก้เขินของเขาละ ...ถึงคนทำจะเป็นชายหนุ่มตัวเล็กหน้าเหมือนยากูซ่า แต่ในสายตาผมแล้วมันกลับดูน่ารักเป็นบ้า ...น่ารักจนผมกลั้นหัวเราะไม่อยู่... >w<
จะบอกว่าคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องละสิ
แน่ะ ...คนแสนงอนหันมาแขวะผมซะอีก ...ไม่รู้เหรอไงว่าทำแบบนั้นยิ่งทำให้ตัวเองดูน่ารักมากกว่าน่ากลัวตั้งเยอะ
เฮ้ นั่นพูดเองนะ ผมได้ทีหันไปแกล้งแลบลิ้นใส่ เลยถูกกำปั้นลุ่นๆ สวนกลับมาทีนึง เขาคงแกล้งชกเล่นๆ แหละ ...เพราะไม่งั้นมันคงไม่เฉียดหน้าผมไปแบบเส้นยาแดงหรอก เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้ เรียวจังน่ะศิลปะป้องกันตัวไม่เป็นรองใครเลยนะ ...ไม่เชื่อลองไปถามอาคานิชิ จินเพื่อนซี้ร่วมคณะของเขาดูสิครับ ^^
อ๋า~ ใช่ ...พูดถึงจิน ...ผมยังไม่ได้บอกเรื่องนั้นกับเรียวจังเลยนี่นา...
เน่~ เรียวจางง~ พรุ่งนี้ว่างใช่มั้ย? รีบมัดมือชกซะก่อนจะหาทางชิ่ง ...เรียวจังน่ะ ไม่ชอบไปสังสรรค์กับใครหรอก ว่างๆ ก็นอนดูดีวีดีไปเรื่อย ...คราวนี้ผมไม่มีทางยอมหรอก นานๆ จะมีเวลาว่างตรงกันซะที ไปทะเลกัน~ ฉันนัดพวกจินไว้แล้ว แล้วก็..ห้ามบอกว่าติดเรียนเด็ดขาด ฉันเช็คตารางเรียนของนายมาเรียบร้อยแล้ว ...พรุ่งนี้เรียวจังมีเรียนแค่ถึงสิบโมงเช้า หลังจากนั้นว่างโลดทั้งวัน ...
ไปทะเล... จะไปก่อปราสาททรายแบบตอนอนุบาลรึไง ...จะไปเล่นเซิร์ฟก็บอกมาตรงๆ เถอะน่า!? เอาอีกแล้วเรียวจัง ...ทำไมต้องปากร้ายทุกทีเลย จะตอบตกลงทั้งที พูดดีๆ ก็ไม่ได้ ...เขาจะรู้มั่งมั้ยนะ บางทีผมก็น้อยใจเหมือนกัน ..ทำไมละ ...ความจริงผมไม่จำเป็นต้องรอเรียวจัง ไม่ต้องง้อเลยก็ได้... ทำไมผมต้องคอยเป็นคนคิดโปรแกรม จักตารางเวลาเพื่อใช้เวลาร่วมกันด้วย ...เรียวจังไม่ไปก็มีคนอยากไปกับผมตั้งเยอะตั้งแยะ ...ยิ่งพวกใจถึงมือเติบพร้อมจะเอาใจผมทุกอย่างด้วย...
ชั่ววินาทีก่อนนั้นผมรู้สึกเหมือนอยากร้องไห้ ...แต่แค่รอยยิ้มอ่อนโยนของเรียวจัง กับสัมผัสแผ่วเบาจากปลายนิ้วที่ลูบปลายผมของผมเบาๆ แทนคำขอโทษ... พร้อมกับเสียงพูดห้วนๆ แต่บ่งบอกถึงความใจดี ความน้อยใจก็เลือนหายเป็นปลิดทิ้ง ไปก็ไปน่า ...แต่เอารถฉันไปนะ ไม่ให้นายขับเองเด็ดขาด
ถึงจะรู้ว่าไม่วายโดนค่อนขอดเรื่องขับรถ ...แต่ผมก็ดีใจนะ ...แค่คิดว่าจะได้ใช้เวลาร่วมกับเขาทั้งวัน ...ความสุขมากมายยิ่งกว่าได้รับสินค้าแบรนด์เนมชั้นดีราคาเหยียบแสนจากยามาชิตะก็ถาโถมเข้ามาเต็มเปี่ยม...
ผมก้าวเดินพร้อมคนข้างกายช้าๆ ...ทีละก้าวๆ ... ความอบอุ่นจากมือผอมแห้งของเขาถ่ายทอดเข้าสู่ภายในเหมือนกับความอ่อนโยนลึกๆ ของเรียวจัง ...ที่ผมหวังว่าคงมีแค่ผมคนเดียวที่รับรู้ได้ถึงสมบัติล้ำค่าที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากคนปากร้ายคนนี้...
แต่ไม่หรอก ...ผมไม่เปิดใจให้ใครมากกว่าเส้นแบ่งที่ขีดเอาไว้แน่ ...ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นเรียวจังก็ตาม... เพราะอย่างนี้ไง ...ผมถึงตัดสินใจไม่บอกข่าว ..ไม่เตือนให้เขารู้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับครอบครัวเขาในอนาคต...
บางที ...ได้เห็นเขาตกที่นั่งลำบาก ...แล้วผมเป็นคนยื่นมือเข้าไปช่วย... แสดงตัวเป็นผู้มีพระคุณ... ก็น่าสนุกดีไม่ใช่เหรอ...?
End of their mind?