2006/Dec/11




~Whites Side~


ชิบูย่า เวลาประมาณหกโมงเย็น...

ผมมองตัวเลขวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาดิจิตอลบนข้อมือกำลังกะพริบบอกเวลาที่ผ่านไปทุกขณะ ...ขณะยืนเอนหลังพิงผนังทางเดินด้านหนึ่งในสถานีรถไฟที่ติดสกรีนโปรโมทดราม่าเรื่องใหม่ของ NHK อย่างไม่ใส่ใจว่าจะบังหน้าตาสะสวยของนางเอกอยู่พอดี
...ผู้คนเมืองหลวงมากมายกำลังเดินผ่านเส้นทางนี้ ...เวลาของพวกเขากำลังดำเนินไปใต้กรอบชีวิตอันรีบเร่ง ...เวลาและข้อจำกัดสังคมมากมายที่มนุษย์สร้างขึ้นมาล้อมกรอบตัวเองกลายเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินชีวิต
...เพื่ออะไร ?
ผมเฝ้าถามตัวเองอยู่หลายครั้ง ...เรากำลังทำอะไร? และ...เพื่ออะไร?
เงินทอง? ...ชื่อเสียง? ...คนรัก?
น่าขำนะ ...พ่อบังเกิดเกล้าของผมเองนี่แหละตัวอย่างที่ดีเยี่ยม ...เขาเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนกับห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของฝูงชนที่กำลังเดินผ่านหน้าผมไปทั้งในตอนนี้และอนาคต ...ชีวิตพ่อมีแต่คำว่า งาน ...ผลกำไร ...และอัตราการเติบโตของบริษัท
...พ่อใช้เวลาแค่สิบปี ...ไต่เต้าจากพนักงานต๊อกต๋อยจนถึงหนึ่งในผู้บริหาร ...ถึงก้าวเดินของพ่อจะมีทางลัดบ้างก็เถอะ ...ใช่ครับ ...ในปีที่สามของการทำงาน พ่อก็แต่งงานกับลูกสาวประธานบริษัท ...ซึ่งก็คือแม่ของผมนั่นเอง แต่ถึงจะมีคนครหาว่าใช้แม่เป็นทางลัดยังไง ผมก็ยังเชื่อว่าพ่อขึ้นไปยืนบนจุดนั้นได้ เพราะความทุ่มเทของเขาเอง...
แต่ทุกวัน ...ผมจะเห็นพ่อนั่งสูบบุหรี่เหม่อมองออกไปจากหน้าต่างกระจกตึกระฟ้า ...ด้วยสายตาที่เหมือนกับนกอยากโบยบิน...
เขามีความสุข? หรือไม่กันนะ?
พ่ออาจจะประสบความสำเร็จในความหมายของเขา ...ในสายตาของสังคม ...มีชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบ ...หน้าที่การงานประสบความสำเร็จ ...แต่พ่อมีความสุขหรือเปล่า?
จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่มั่นใจ...
...อะไรคือประสบความสำเร็จ ... ? ..มันคือสิ่งเดียวกับมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขหรือเปล่า?

ขอโทษที...พอดีกองถ่ายมีปัญหานิดหน่อย..รอนานหรือเปล่า...เรียวจัง~
ฮิโรกินั่นเอง ...เขาหยุดยืนค้อมตัวหอบเบาๆ ...ตรงหน้าผม แก้มป่องแดงเรื่อนิดๆ ...คงวิ่งมาละสิ ...แต่ผมคงเหม่อไปหน่อย ...เลยเผลอสะดุ้งเมื่อมือเย็นๆ เอื้อมมาคว้าข้อมือเบาๆ
ถึงตรงนี้คุณคงสงสัยละสิว่าเจ้าหนุ่มน้อยหน้าหวานแถมผอมบางเป็นเสากระโดงเรือคนนี้เกี่ยวข้องอะไรกับผม ...เอาเป็นว่าถามว่าผมเป็นอะไรกันกับเขาน่าจะตอบง่ายกว่า ...เพราะถึงตอนนี้...ลองคุณได้ติดตามข่าวสักหน่อย คงไม่มีใครไม่รู้จัก...อุจิ ฮิโรกิ ...นักศึกษาหน้าใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาลัย T นายแบบและนักแสดงดาวรุ่ง...

ก็ไม่เชิง ผมส่ายหน้า ...ปลดมือบางออกแล้วเป็นฝ่ายกุมไว้เอง ...ปล่อยให้ฮิโรกิเดินตามอย่างว่าง่าย ...น่าแปลก ...ทุกสิ่งกำลังดำเนินไปด้วยดี ถ้าไม่ใช่ ...จู่ๆ จมูกผมก็สัมผัสได้ถึงกลิ่น ...กลิ่นบุหรี่ ...ฮิโรกิไม่สูบบุหรี่... ผมตะขิดตะขวงใจ ...แต่เลือกจะแกล้งทำเฉย ก็ยืนคิดอะไรเพลินๆ น่ะ

คิดเรื่องแปลกๆ แบบที่คนอื่นเค้าไม่คิดกันอีกละสิ แบบที่ถามว่าจักรวาลจะเป็นยังไงถ้าไม่เกิด big bang ใช่ม่า ...แล้วก็นะ ถ้าอเล็กซานเดอร์ไม่สิ้นพระชนม์ที่บาบิโลน เส้นแบ่งทวีปจะเหมือนเดิมหรือเปล่า ... หึหึ แปลกใจละสิว่าฉันรู้เรื่องที่เรียวจังโพล่งอะไรออกไปในชั่วโมงประวัติศาสตร์ศิลปะเมื่อวานมาได้ยังไง ฮิโรกิล้อเลียนคำถามประหลาดๆ ของผมที่มหาวิทยาลัย ...ผมได้แต่ส่ายหัวดิก ...อาคานิชิ จิน! แกอีกแล้วสินะ
เห็นผมทำหน้าเบ้ ร่างโปร่งบางเลยได้ทีหัวเราะจนตัวโยน ...เขาจะรู้มั้ยนะ ว่าแค่เสียงหัวเราะของเขาก็เรียกสายตาใครต่อใครที่เดินผ่านไปมาบนทางเดินสถานีรถไฟชิบูย่าแห่งนี้ให้หันมาจับจ้องเขาอย่างเผลอตัว
จะบอกว่าคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องละสิ
เฮ้ นั่นพูดเองนะ หันมาแลบลิ้นล้อให้ผมได้แกล้งชกหน้าเบาๆ ...ชกเล่นๆ นะครับ ...ไม่มีทางใส่แรงเต็มสตรีมหรอกสาบานได้ ...ก็ใบหน้าสวยๆ ของฮิโรกิตอนนี้มีมูลค่ามากกว่าลัมบอกินี่คันหรูที่ขับผ่านหน้าไปบนถนนเมื่อกี้อีก แต่แย่หน่อยที่ฮิโรกิไม่ยักคิดแบบนั้น ...ก็เจ้านี่น่ะ ...ขากีฬาเสียโฉมตัวยงเลย = =
เน่~ เรียวจางง~ พรุ่งนี้ว่างใช่มั้ย? ...ฮิโรกิหันมายิ้มเจ้าเล่ห์ ไปทะเลกัน~ ฉันนัดพวกจินไว้แล้ว แล้วก็..ห้ามบอกว่าติดเรียนเด็ดขาด ฉันเช็คตารางเรียนของนายมาเรียบร้อยแล้ว ...พรุ่งนี้เรียวจังมีเรียนแค่ถึงสิบโมงเช้า หลังจากนั้นว่างโลดทั้งวัน ...
ผมละยอมแพ้จริงๆ ...มหาลัยเพิ่งเปิดภาคสองมาไม่ถึงอาทิตย์ ...แต่ฮิโรกิรู้ตารางเรียนบวกทำงานของผมก่อนเจ้าตัวซะอีก ...น่าเครียดไหมเนี่ย - -?
ไปทะเล... จะไปก่อปราสาททรายแบบตอนอนุบาลรึไง ...จะไปเล่นเซิร์ฟก็บอกมาตรงๆ เถอะน่า!? ผมดักคอ ...เจ้าฮิโรกิพองแก้มเหมือนเด็กโดนขัดใจ ทั้งๆ ที่ ...เจ้านี่น่ะ อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะยี่สิบแล้วแท้ๆ ผมเลยอดหัวเราะบ้างไม่ได้ ไปก็ไปน่า ...แต่เอารถฉันไปนะ ไม่ให้นายขับเองเด็ดขาด
ฮิโรกิดูท่าจะพอใจ แต่ริมฝีปากอิ่มก็ยังแอบบ่นขมุบขมิบทำนองว่าผมนั่นแหละที่ขับรถน่ากลัว ไม่ใช่เขาสักหน่อย
ผมหัวเราะ ...จูงมือเด็กหนุ่มตัวสูง ...แต่ดูบอบบางน่ารักให้เดินตามช้าๆ ...ไม่นานคนที่ดูเหมือนจะงอนก็สะกิดชี้ให้ผมดูสาวน้อยม.ปลายผมสั้นที่กำลังยืนเก้ๆ กังๆ อยู่เคาท์เตอร์ชำระเงินหน้าร้านหนังสือ
เจ้าฮิโรกิดึงหมวกนิวยอร์ก แยงกี้จากศีรษะผมมาสวมทับผมสีอ่อนแบบหน้าตาเฉย แล้วจุ๊ปากยิ้มๆ เหมือนจะบอกว่าอย่าเพิ่งโวยวาย
...สาวน้อยต้องการความช่วยเหลือจากสุภาพบุรุษไง ฮิโรกิพูดเพ้อๆ ...ผมก็พอจะรู้หรอกนะ ...หมอนี่มีจุดอ่อนที่ผู้หญิงตาโตหน้าเหมือนตุ๊กตานี่นา ...เลยไม่แปลกใจสักนิดที่อยู่ดีๆ เจ้าคนตัวสูงก็สาวเท้าพรวดๆ ไปหาเจ้าหล่อน ทิ้งผมให้ยืนงงๆ ว่าฮิโรกิจะทำอะไรกันแน่
สาวน้อยดูเหมือนใกล้ร้องไห้อยู่รอมร่อ เธอหันรีหันขวาง ...ควานมือลงสำรวจกระเป๋าถือรอบแล้วรอบเล่า แต่สุดท้ายก็ยกขึ้นมาด้วยความว่างเปล่า ...ถึงตอนนี้ผมพนันได้เลยว่ากระเป๋าสตางค์เธอคงหายแน่ๆ แล้วกว่าสาวน้อยจะรู้ตัวก็คงเมื่อหอบหนังสือกองโตมาชำระเงินซะแล้ว
เธอสะดุ้งนิดๆ เมื่อฮิโรกิสะกิดที่แขนเบาๆ
หานี่อยู่รึเปล่าครับ? ...เนียน ...เนียนจริงๆ เจ้าฮิโรกิหยิบสมุดจดเมโมเล่มเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋ายื่นให้สาวน้อยที่เงยหน้าขึ้นมองงงๆ
เอ๋? ...เอ่อ ...ไม่ใช่ค่ะ ... สาวน้อยอ้าปากจะเถียง ...ส่วนพนักงานหน้าเคาท์เตอร์ก็เริ่มมองทั้งสองคนด้วยสายตาหงุดหงิด
แต่แค่รอยยิ้มเดียว ...รอยยิ้มเดียวเท่านั้นจากใบหน้าเป็นมิตรของฮิโรกิ ...พวกเขาก็ชะงักชั่ววินาที ก่อนยอมให้เจ้าหนุ่มน้อยตัวสูงชักนำอย่างว่าง่าย พนันได้เลย ...คงเจอรอยยิ้มเปล่งประกายพิฆาตเข้าแล้วแน่ๆ ...ผมละยอมแพ้เจ้าเพื่อนรุ่นน้องคนนี้จริงๆ
...ถ้าคุณสงสัยว่า คนที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูน่าเอ็นดูไปซะหมด เป็นอย่างไร ... ลองมองรอยยิ้มของฮิโรกิดูสิครับ ...แล้วคุณจะเข้าใจ...

พอดีผมเห็นเค้าลืมสมุดเล่มนี้ไว้ตรงตู้หนังสือน่ะครับ เลยรีบเอามาคืนก่อนเจ้าตัวจะไปซะก่อน ... ยิ้มให้พนักงานที่ตอนนี้ดูจะล่องลอยพยักหน้าส่งๆ เพราะความน่ารักไปแล้ว ...ร่างโปร่งหันไปกระซิบเด็กสาว ...เธอทำตาโต โบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน แต่ฮิโรกิก็แค่ตบไหล่เธอเบาๆ แล้วเดินกลับออกมาหาผม ...ปล่อยให้สาวน้อยมองตามด้วยวายตาลำบากใจระคนโล่งอก...

ในนั้นมีเงินอยู่เท่าไหร่ล่ะ... เอาเถ้อะ! กับสาวๆ น่ะถึงไหนถึงกันอยู่แล้วใช่มั้ยฮิโระจัง ... ทำตัวยังกับพระเอกละครน้ำเน่า
ฮิโรกิแค่เลิกคิ้ว ...ไม่สนใจเสียงกัดแกมแซวของผม เขาก้าวออกเดินนำหน้า มือสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกง คอเรียวเชิดมองท้องฟ้าประดับตึกสูงที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงสดจากลำแสงเรื่อเรืองของดวงอาทิตย์ ณ ปลายขอบฟ้า
ผมสาวเท้าตามช้าๆ มองแผ่นหลังบางใต้เชิ้ตดำแขนกุด เขายังคงสวมหมวกใบโปรดของหน้าตาเฉย... ไม่นึกเสียใจหรอกที่พูดแบบนั้นออกไป รู้ทั้งรู้ว่า ...ฮิโรกิน่ะใจดีกับทุกคน แต่ลึกๆ แล้วผมก็ยังอดไม่ชอบใจไม่ได้ ...ผมไม่อยากให้ฮิโรกิเอาใจใส่ใครอื่น ...นอกจากตัวเอง ...เห็นแก่ตัวเป็นบ้า!
กระเป๋าตังค์เธอหาย ...แล้วหนังสือพวกนั้นก็ตำราแพทย์ทั้งนั้น ...มีศาสตร์อนาโตมี่นอกหลักสูตรของเคมบริดจ์เล่มนั้นด้วย... เขาพูดเสียงเบา ...ไม่หันมามองผมเหมือนทุกครั้ง ...ผมรู้ว่าฮิโรกิรู้สึกยังไง ...ตำราแพทย์...นักศึกษาแพทย์เหมือนกับคนๆ นั้น... ฮิโรกิกำลังนึกถึงอดีต ...อดีตที่ควรจะลืมไปได้แล้ว!
ผมรีบสาวเท้าเร็วๆ ไปโอบไหล่คนตัวสูงเบาๆ ...ฮิโรกิไม่ได้ร้องไห้ ฟันคมแค่กัดริมฝีปากอิ่มนิดๆ ...ก่อนพูดเสียงแผ่ว เรียวจัง ...ทำไมคนเราถึงต้องเกิดมาด้วยนะ ...เกิดมาแล้วก็ต้องมีชีวิต ...มีชีวิตแล้วก็ต้องมีความผูกพัน มีความผูกพันก็กลัวการสูญเสีย ...พอสูญเสียไปแล้วก็มีแต่ความเจ็บปวด ...มนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนรู้ความเจ็บปวดหรือเปล่านะ?
แต่ในความเจ็บปวดก็มีความสุขใช่มั้ย ...ในความทรงจำ ...ก่อนจะสูญเสียมันไปไง ... นายมีความสุขใช่มั้ย ก่อน ..โค ..เอ่อ ...คนๆ นั้น ...จากไป ....ผมไม่กล้าเอ่ยชื่อคนสำคัญของฮิโรกิออกมาได้เต็มปากแน่ ...แม้จะเคยเป็นชื่อที่ฮิโรกิแย้มยิ้มเสมอเมื่อได้ยินก็ตาม...
ฮิโรกิไม่ได้พูดอะไรอีก ...ผมคว้าข้อมือเรียวเข้าเกาะกุมไว้อีกครั้ง ...อยากส่งความอบอุ่นให้แผ่เข้าหลอมละลายความเศร้าที่ฝังลึกในใจร่างนี้ออกไปให้หมด...
ไม่ว่าเมื่อไหร่ ...ผมก็อยากเห็นรอยยิ้มของฮิโรกิ ..รอยยิ้มที่ปลอบประโลมหัวใจผู้คนรอบข้าง ..แม้หัวใจเจ้าตัวจะเยียบเย็นด้วยเกล็ดน้ำแข็ง...
อนาคตจะเป็นอย่างไรไม่รู้ ...แต่สำหรับผมวันนี้แล้ว ...เพื่อนรุ่นน้องตัวสูงคนนี้คือ ...แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว...
ฮิโรกิหัวเราะเบาๆ ...ริมฝีปากอิ่มพึมพำอะไรสักอย่างกับตัวเอง แล้วหันมายิ้มให้ผม ... เคย์จังเคยพูดแบบนี้เลยล่ะ ...สิ่งมีค่าที่สุดของมนุษย์ ก็คือความทรงจำ ...ไม่นึกเลยนะว่าจะได้ยินคำพูดดีๆ แบบนี้จากปากเรียวจังด้วย
ผมยิ้มแห้งๆ ...พร้อมๆกับ ...ปึด! ...เสียงเส้นเอ็นในศีรษะกระตุก ...ในสายตาฮิโรกิเนี่ย ...ผมมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ!?
ฮิโรกิตบไหล่ผมเบาๆ ...ใบหน้าสวยเปล่งเสียงหัวเราะกังวาล ...เรายืนอยู่ท่ามกลางหมู่ชนสัญจรผ่านไปมา ...บางคนหยุดมองพินิจใบหน้าฮิโรกิบ้าง ...เด็กสาวบางกลุ่มถึงกับตาโต ...บางคนวิ่งเข้ามาขอถ่ายรูปด้วยแต่ฮิโรกิก็ปฏิเสธไปอย่างสุภาพ ...เหมือนกับรู้ใจผม...
แต่บางราย ...ถึงฮิโรกิไม่ตอบสนองก็ทำเอาผมอยากกระทืบเหมือนกัน อย่างเจ้าหนุ่มหัวเด๊ดร็อคที่เดินสวนผ่านไปร้องตะโกนไล่หลังเราเสียงดัง
โย่ว ฮิโระ! หนังเรื่องใหม่ของนายน่ะ ขอฉากเซอร์วิสเยอะๆ นะ ฉันจะรอดู!!
...ฮิโรกิเอาแต่ยิ้ม ไม่หันไปตอบว่าอะไร ...ส่วนผม ...กระชับมือที่กุมข้อมือบางเอาไว้ให้แน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ...จะพูดว่าไม่ชอบสถานะ บุคคลสาธารณะ ของฮิโรกิก็ไม่ถูกนักหรอก เพราะ...มันคือสิ่งโยงใยให้ผมได้พบกับเขานี่นา...
สองปีก่อน ขณะที่ผมกำลังเซ็งๆ กับความหัวรั้นของพ่อที่ตั้งใจจะให้ cm ตัวนี้ออกมาเตะตาคนกลุ่มใหญ่ให้ได้ แต่ไม่ยอมลงมาประสานงานเอง ดันโยนให้ลูกชายนักศึกษามหาวิทยาลัยไร้ประสบการแบบผมมารับผิดชอบแทน - - ...เลยเดินออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกระหว่างรอทีมงานเตรียมเครื่องมือ ที่สตูดิโอถ่ายทำ cm ตัวใหม่ของบริษัทเรานั่นเอง ...ที่ผมได้พบกับเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักท่าทางเบื่อโลกคนหนึ่ง ...เขากำลังนั่งเล่นเกมนินเทนโด้เงียบๆ คนเดียว เหมือนกับเชิญชวนให้ผมไปนั่งด้วย และผมก็หน้าด้านพอจะเดินเข้าไปคว้าเครื่องเกมออกจากมือเรียวสวยนั่นเพื่อเรียกร้องความสนใจจากดวงตากลมโตคู่นั้น
ก็อย่างคนอื่นๆ นั่นแหละครับ เราทำความรู้จักกันด้วยเสียงะเลาะจะเป็นจะตาย แต่สุดท้ายแล้วฮิโรกิก็หลงเสน่ห์ความเป็นคนตรงๆ (?) ของผมเข้าให้ ผมมารู้ทีหลังในวันนั้นเอง ว่า...ฮิโรกิ เป็นพรีเซนเตอร์ ...แคมเปญโฆษณาตัวล่าสุดของบริษัทเรา ...ถึงจะบอกว่าล่าสุด ...แต่ถึงตอนนี้เวลาก็ดำเนินมากว่าสองปีแล้ว ...ความฮ็อทของนายแบบหนุ่มน้อยอายุ 18 เรียกความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้อย่างถล่มทลาย ซ้ำยังลากเอาแฟนคลับติดมาเป็นพรวน...
ผมเผลอมองใบหน้าสวยแต่น่ารักเหมือนตุ๊กตาอย่างนึกทึ่ง จากตอนนั้น ...คนๆ นี้เป็นแค่นายแบบโฆษณาโนเนมไม่เด่นดังอะไร แต่ตอนนี้ ...เขาก้าวผ่านอุปสรรคมากมายจนกำลังจะกลายเป็นนักแสดงแนวหน้าคนหนึ่งของวงการบันเทิง
...ฮิโรกิเก่งที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และพร้อมจะไล่ตามฝันอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าคนสำคัญที่เคยอยากให้ร่วมยินดีด้วยจะไม่อยู่เคียงข้างอีกแล้ว ฮิโรกิก็ยังก้าวเดินต่อไปไม่หยุดพัก ...ร่างโปร่งจะเลิกล้มก็ต่อเมื่อหมดลมหายใจแล้วเท่านั้น
...แล้วผมละ...?
มีความฝันที่ยิ่งใหญ่บ้างหรือเปล่า?

~Darks Side~


สำหรับหลายๆ คน ...ความรัก ...กับความฝัน อาจเป็นทางเดินคนละเส้นกัน ...เมื่อเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว อาจต้องละทิ้งอีกสิ่งไปไม่มีวันหวนกลับ...
แต่สำหรับผม ...ความรัก ...คือเชื้อเพลิงจุดประกายความฝัน... แม้ว่าในตอนนี้ ...จะไม่มีอ้อมกอดอ่อนโยนให้ออดอ้อน ไม่มีคนๆ นั้นคอยปลอบประโลม ไม่มีรอยยิ้มอบอุ่นชวนอิ่มเอมใจอีกแล้ว ...เหมือนกับความรักที่สูญสลายไปราวกับสายลม
...แต่ผมยังคงสาบาน ...สาบานกับตัวเองว่า ...จะรักษา ความฝันของเขา ...ไว้ให้ได้

...ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม...

เหม่อเชียวนะ ฉันนี่มันน่าเบื่อนักรึไง?
ผมนอนนิ่ง ...ปล่อยให้ลมหายใจอุ่นสาดกระทบลำคอ... ภายในห้องเงียบกริบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแผ่วเบา ...ตอนนี้ภายนอกคงเริ่มย่างเข้าเวลาเย็นแล้ว ...นานมากแล้วสินะที่ผมกับเขาใช้เวลาอยู่ในห้องนี้...
จะว่าไป เขา ก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่กระแนะกระแหนหรอก ...ก็แค่ เซ็ง เท่านั้น
ผมยันกายขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน ท้าวศอกลงชะโงกหน้าไปซบกับแผ่นอกกว้าง ...เสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะราบเรียบสะท้อนก้องสู่โสตสัมผัส ...ดวงตากลมโตกำลังจ้องมองผม ...เขายิ้ม ในขณะที่ผมปิดเปลือกตาลง ...ปล่อยให้มือเรียวลุกล้ำเข้าสัมผัสผิวกายเย็นเฉียบใต้ผ้าห่มนุ่ม ...บางครั้งคนเราก็ต้องฝืนความรู้สึกเพื่อความอยู่รอดบ้าง พรุ่งนี้ ...จะไปทะเล ...มาหาไม่ได้
ผมกลั้นเสียงครางในลำคอ ...แม้จะเคยชิน แต่สัมผัสเนิบนาบจากฝ่ามืออุ่นก็ยังปลุกเร้าความรู้สึกได้เสมอ ...เขายังคงไล้ปลายนิ้วไปเรื่อย ก่อนกดริมฝีปากลงทาบซอกคอผมเบาๆ ..ผมรู้สึกได้ถึงความคมของฟันที่ประทับเหนือผิวเนื้อ ...เขากระซิบเสียงเรียบ ...หวังว่าจะจำเรื่องที่ฉันเตือนได้นะ ...หมอนั่นน่ะ ...ระวังไว้หน่อยก็ดี
ผมว่าคนที่ควรระวังน่าจะเป็นคุณมากกว่ามั้ง... ใช่มั้ยครับ? คุณผู้กำกับเนื้อหอมรางวัลปาล์มทองคำ...
เขาแค่นหัวเราะหึ ...ละมือจากผิวกายผมแล้วหันไปควานหยิบบุหรี่กับไฟแช็กข้างหัวนอนมาจุดสูบ ... ท่าทางคำพูดทีเล่นทีจริงของผมคงทำให้เขาฉุนไม่น้อย ก็แล้วแต่ ... แค่ได้ยินข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับบริษัทของพ่อหมอนั่นมานิดหน่อย
insider อีกแล้วนะ ...นี่คุณเป็นใครกันแน่ ผมชักมีความรู้สึกว่าคุณไม่ใช่ผู้กำกับภาพยนตร์ธรรมดาแล้วสิ
อยู่วงการนี้มันก็ต้องมีคอนเนคชั่นกันบ้าง เขาเลิกคิ้ว ...อ้าปากคายบุหรี่บนปลายลิ้นให้ผมรับมาสูดควันแล้วส่งคืน... แต่จะได้มาด้วยวิธีไหนนั่นอีกเรื่อง
ผมจ้องเข้าไปในดวงตากลมโตแต่ลึกลับคู่นั้น ...ดวงตาที่พวกนักข่าวล้วนให้คำจำกัดความว่าเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ ...แม้จะชื่นชมในความสามารถ แต่ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ...ยามาชิตะ โทโมฮิสะเป็นคนแปลก ...หรืออาจจะเรียกว่าติสต์แตกจนเข้าใจยากก็ได้ ...นอกจากผลงานที่ออกมากระชากความสนใจจากทุกคนทั้งในและนอกวงการบันเทิงอย่างภาพยนตร์แจ้งเกิดของเขาเมื่อสามปีก่อนที่บ้าบิ่นใช้ฟิล์ม 16 มม. ถ่ายทำโดยอาศัยโครงเรื่องฆาตกรรมสยองขวัญแต่หักมุมอย่างชาญฉลาด... หรือหนังฟิล์มนัวเรื่องล่าสุดของเขาที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานน์ได้อย่างตรงตามความคาดหมาย แม้กระทั่งโปรเจคใหม่อันเป็นที่จับตาของทั้งประเทศ ...หลังจากยามาชิตะประกาศจะสร้างภาพยนตร์กึ่งสารคดีที่ไม่มีใครรู้โครงเรื่อง ...มีเพียงตัวผู้แสดงซึ่งเขาจงใจใช้นักแสดงหน้าใหม่แต่มีชื่อเสียงประดับบารมีอย่างนายแบบหน้าหวาน อย่างผม ...อุจิ ฮิโรกิ และ... สาวน้อยมัธยมปลายธรรมดาๆ ...นานะ เอคุระ...
แต่ชีวิตส่วนตัวของยามาชิตะกลับถูกปิดเป็นความลับ ...ใช่ว่าไม่มีใครระแคะระคายหรอกนะ ...อย่างนักข่าวญี่ปุ่นถ้าจะสืบเสาะข่าวคราวเกี่ยวกับใครจริงๆ จังๆ ละก็ ...เรื่องแค่นี้ไม่ครนาหรอก ...เพียงแต่ ...ผลหลังจากได้ข่าวเหล่านั้นมาแล้วต่างหาก... ไม่ว่าข่าวใดๆ เกี่ยวกับยามาชิตะนอกเหนือจากผลงาน ...ข่าวเหล่านั้นจะเงียบหายไปราวไม่เคยเกิดขึ้น... เหมือนหลุดหายเข้าไปในหลุมดำ... รวมถึงชื่อเสียงในวงการของคนขุดคุ้ยพวกมันขึ้นมาด้วย...
ว่าแต่ ...ไม่ห่วงบ้างเลยหรือไง ..? ...ข่าวที่ได้มาถึงจะยังไม่ 100% แต่เชื่อได้ 99% เชียวนะ ...อีกไม่นาน ...เรื่องบอร์ดบริหารนิชิกิโด้ ซอฟท์ อาจจะถูกเปิดโปงเรื่องปกปิดข้อมูลปัญหาสิ่งแวดล้อม ...ไม่แน่ ถ้าโชคร้ายมากๆ ก็อาจโดนขุดเรื่องหลอกลวงผู้บริโภคขึ้นมาด้วย ถึงตอนนั้น ...บริษัทนั้น ...อาจจะไม่เหลือแม้แต่รากก็ได้
ไม่เกี่ยวกับผมนี่ ... ...ใช่ ...ผมพยายามบอกตัวเองอย่างนั้น ครอบครัวเรียวจังจะเป็นยังไงก็ไม่เกี่ยวกับผม ...เขาก็เป็นแค่ ....เพื่อนแก้เหงาคนหนึ่ง...
โทโมฮิสะเลิกคิ้ว ตากลมโตตวัดจ้องลึกเข้าไปในดวงตาผมราวกับพยายามควานหาความจริง ...ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากเย็น ขณะที่เขาปลดปล่อยรอยยิ้มรู้ทันออกมา นั่นสินะ ...สำหรับนาย ไม่ว่าใครก็มีค่าเท่ากัน ...นายเลือกคบคนที่ผลประโยชน์อยู่แล้วนี่
สมกับเป็นเขาจริงๆ ยามาชิตะ โทโมฮิสะ ผู้กำกับหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์ ...ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ดักคอผมได้อยู่หมัด ...
ก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ผมช่วยแก้เบื่อให้คุณ ส่วนคุณก็หางานให้ผม ...ระหว่างเรา เรียกว่าพึ่งพาอาศัยกันจะดีกว่า
อ้า~ นั่นสินะ ...สมน้ำสมเนื้อดีใช่มั้ยละ ... รู้สึกว่าบทที่นายได้ไปจะกลายเป็นหัวข้อถกเถียงน่าดู ...ไม่กลัวถูกเปิดโปงบ้างเหรอ เขาพ่นควันสีจาง ...กลิ่นเมนทอลหอมตลบอบอวล ...นั่นก็แค่ขู่เล่นๆ ผมรู้ดี ...มีหรือ ...ผู้กำกับบารมีสูงอย่างโทโมฮิสะจะปล่อยให้ตัวเองพลอยเสียเครดิตไปด้วย
ผมขยับตัวตามเข้าสวมกอดเขาจากด้านหลัง ...ไล้ปลายนิ้วลงสัมผัสแผ่นอกสีน้ำผึ้งแผ่วเบา ถ้ารางวัลดึงดูดคุ้มค่า ผมก็พร้อมเดิมพันอยู่แล้ว ทิ้งไพ่ตามเจ้ามือไม่มีทางเสียหรอก อย่างมากก็เสมอตัว ...
ร้ายจริงนะ ท่าทางฉันคงต้องหาโอกาสเตือนหมอนั่นบ้างแล้วสิ
ผมหัวเราะเบาๆ กับคำเย้าของเขา ...กดจูบผิวแก้มเนียนสีน้ำผึ้ง แล้วลุกขึ้นไปคว้าเสื้อผ้าที่ตกอยู่ปลายเตียงมาสวมเร็วๆ ท่ามกลางสายตาแน่วนิ่งที่จดจ้องอยู่
ไปแล้วนะครับ มีนัดตอนหกโมงเย็น เดี๋ยวจะสายอีก ...กลัดกระดุมเสื้อเชิ้ตแขนกุดสีดำตัวยาวเม็ดสุดท้ายแค่เหนือสะดือ ...ปล่อยชายยาวระกางเกงยีนส์ขาดวิ่นโชว์เรียวขาให้โทโมฮิสะมองอย่างไม่ชอบใจ
แถลงข่าววันเสาร์ ...ต้องสูทดำเท่านั้น เข้าใจไหม เขาพูดเสียงเฉียบ ...ผมรู้ดี ...คนๆ นี้ติดเนี้ยบจนเป็นนิสัยและจะตะขิดตะขวงรำคาญทุกครั้งที่คนข้างกายทำตัวไม่ถูกใจ
นายแบบธรรมดาๆ อย่างผมจะหาสูทแบรนด์เนมจากไหนละครับ? โทโมะพูดง่ายนี่นา... อย่าลืมสิ ผมไม่ใช่คาเมนาชินะ จะได้มีคนออกค่าใช้จ่ายเรื่องพวกนี้ให้
ยามาชิตะหัวเราะหึ ...การใช้ถ้อยคำเสียดสีคือเรื่องปกติระหว่างเรา... ถึงจะไม่มีข้อผูกมัด ...ผมไม่ใส่ใจว่าเขาจะมีความสัมพันธ์กับใคร เหมือนกับเขาที่ไม่แคร์ชีวิตส่วนตัวของผม ...แต่บางครั้งผมก็รู้สึกอดไม่ได้ที่จะแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของ ...ผมอยากให้เขารู้สึกว่า ...ผมสำคัญ... สำคัญกว่าใครอื่นของเขา ... โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาเมนาชิ คาซึยะ ไอด้อลหน้าอ่อนแต่กร้านโลกคนนั้น!
อาร์มานี่กำมะหยี่สีดำ ...พรุ่งนี้ฉันจะให้คนส่งไปที่ห้อง พอใจมั้ย?
ผมหัวเราะร่วน เดินไปหอมแก้มเขาสองฟอดใหญ่ ...เวลาย่างเข้าใกล้หกโมงเย็นทุกที ...จากนี่นั่งรถไฟไปอีกสี่ป้ายจะถึงสถานีชิบูย่า..
ผมยิ้ม ...ประทับริมฝีปากลงแนบแน่นความลึกถึงสัมผัสของโทโมฮิสะอีกครั้ง ...ปล่อยให้เรียวจังรอสักหน่อยก็แล้วกัน...

.....


ร่างผอมบางของเขากำลังยืนเอนหลังพิงผนังสกรีนภาพโปรโมทซีรีย์เรื่องใหม่ของ NHK ...ปีกหมวกนิวยอร์ก แยงกี้ทีมเบสบอลโปรดของผมตกบังดวงตาเรียวเฉี่ยวคม ...ที่มักจะมองออกไปด้วยความฉงนสงสัยกับความเป็นไปของโลกรอบกาย
...มองในด้านที่คนอื่นไม่เคยมอง ...สนใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่น่าขบคิด ...นั่นแหละสเน่ห์ของเขาที่ดึงดูดผมให้เคลื่อนเข้าหาอย่างไม่รู้ตัว...
ผมพบเรียวจังครั้งแรกในฤดูร้อน เมื่อสองปีก่อน ...กับการถ่าย cm ครั้งแรกของผมให้กับบริษัทซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ของพ่อเขา... ในตอนนั้นผมยังอยู่กับเคย์จัง ...พี่ชายที่ดีที่สุด ...
ถึงจะบอกโทโมฮิสะไปว่าไม่เกี่ยวข้องกัน ...แต่ลึกๆ แล้วผมก็ยังนึกขอบคุณเรียวจังเสมอ ...ขอบคุณที่ช่วยให้ผมผ่านช่วงเวลาแห่งการสูญเสียมาได้ ...แม้จะทุลักทุเล ...แต่ถ้าไม่ได้เขายืนปลอบประโลมอยู่ข้างๆ ...ผมคงไม่มีแรงลุกขึ้นมาดำเนินชีวิตอีกครั้งได้แน่ๆ
...ถึงการมีชีวิตอยู่จะเจ็บปวด ...แต่ผมก็จะก้าวเดินต่อไป ...ผมจะหายใจในส่วนของเคย์จังด้วย...

ผมสาวเท้าเร็วๆ ...จนกลายเป็นเริ่มออกแรงวิ่ง ...เรียวจังไม่ได้สังเกตเห็นผมเลย ...จนกระทั่งผมไปหยุดยืนหอบตรงหน้าเขานั่นแหละ ...ใบหน้าคมๆ ถึงเพิ่งเงยขึ้นมอง...
ขอโทษที...พอดีกองถ่ายมีปัญหานิดหน่อย..รอนานหรือเปล่า...เรียวจัง~ ผมออกตัว ...เรียวจังไม่เคยรู้รายละเอียดการทำงานของผมนอกเหนือไปจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จากปากผมเอง ... เขาไม่เคยถาม ...เหมือนกับรู้ว่าผมไม่ชอบให้ยุ่งย่ามยังไงยังงั้น
ผมเอื้อมมือออกไปคว้าข้อมือผอมจนเห็นเส้นเอ็นไว้เบาๆ ...เรียวจังยิ้ม ...ทำไมใครๆ ถึงมองเรียวจังเป็นคนขรึมยิ้มยาก แถมปากร้ายกันนะ ...โอเคข้อสุดท้ายอาจจะจริง - - ...แต่ในสายตาผม ...เรียวจังคือผู้ชายละเอียดอ่อนคนหนึ่ง...
ก็ไม่เชิง เขาส่ายหน้า ...ปลดมือผมออกแล้วเป็นฝ่ายกุมไว้เอง ...ร่างเล็กเริ่มออกเดิน ปล่อยให้ผมสาวเท้าตามช้าๆ ...น่าแปลก ความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญเมื่อครู่จางหายไปหมดแล้ว ก็ยืนคิดอะไรเพลินๆ น่ะ

คิดเรื่องแปลกๆ แบบที่คนอื่นเค้าไม่คิดกันอีกละสิ แบบที่ถามว่าจักรวาลจะเป็นยังไงถ้าไม่เกิด big bang ใช่ม่า ...แล้วก็นะ ถ้าอเล็กซานเดอร์ไม่สิ้นพระชนม์ที่บาบิโลน เส้นแบ่งทวีปจะเหมือนเดิมหรือเปล่า ... หึหึ แปลกใจละสิว่าฉันรู้เรื่องที่เรียวจังโพล่งอะไรออกไปในชั่วโมงประวัติศาสตร์ศิลปะเมื่อวานมาได้ยังไง ...พอดีจำเรื่องที่จินแอบนินทาเพื่อนซี้ตอนคุยโทรศัพท์เมื่อคืนได้ เลยแกล้งเอามาล้อเจ้าตัวซะเลย
แล้วก็เป็นไปตามคาด ...เรียวจังหน้าแดงแจ๋เลย ...เขาเอามืออีกข้างมาถูจมูกถี่ๆ ท่าประจำใช้แก้เขินของเขาละ ...ถึงคนทำจะเป็นชายหนุ่มตัวเล็กหน้าเหมือนยากูซ่า แต่ในสายตาผมแล้วมันกลับดูน่ารักเป็นบ้า ...น่ารักจนผมกลั้นหัวเราะไม่อยู่... >w<
จะบอกว่าคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องละสิ
แน่ะ ...คนแสนงอนหันมาแขวะผมซะอีก ...ไม่รู้เหรอไงว่าทำแบบนั้นยิ่งทำให้ตัวเองดูน่ารักมากกว่าน่ากลัวตั้งเยอะ
เฮ้ นั่นพูดเองนะ ผมได้ทีหันไปแกล้งแลบลิ้นใส่ เลยถูกกำปั้นลุ่นๆ สวนกลับมาทีนึง เขาคงแกล้งชกเล่นๆ แหละ ...เพราะไม่งั้นมันคงไม่เฉียดหน้าผมไปแบบเส้นยาแดงหรอก เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้ เรียวจังน่ะศิลปะป้องกันตัวไม่เป็นรองใครเลยนะ ...ไม่เชื่อลองไปถามอาคานิชิ จินเพื่อนซี้ร่วมคณะของเขาดูสิครับ ^^
อ๋า~ ใช่ ...พูดถึงจิน ...ผมยังไม่ได้บอกเรื่องนั้นกับเรียวจังเลยนี่นา...

เน่~ เรียวจางง~ พรุ่งนี้ว่างใช่มั้ย? รีบมัดมือชกซะก่อนจะหาทางชิ่ง ...เรียวจังน่ะ ไม่ชอบไปสังสรรค์กับใครหรอก ว่างๆ ก็นอนดูดีวีดีไปเรื่อย ...คราวนี้ผมไม่มีทางยอมหรอก นานๆ จะมีเวลาว่างตรงกันซะที ไปทะเลกัน~ ฉันนัดพวกจินไว้แล้ว แล้วก็..ห้ามบอกว่าติดเรียนเด็ดขาด ฉันเช็คตารางเรียนของนายมาเรียบร้อยแล้ว ...พรุ่งนี้เรียวจังมีเรียนแค่ถึงสิบโมงเช้า หลังจากนั้นว่างโลดทั้งวัน ...
ไปทะเล... จะไปก่อปราสาททรายแบบตอนอนุบาลรึไง ...จะไปเล่นเซิร์ฟก็บอกมาตรงๆ เถอะน่า!? เอาอีกแล้วเรียวจัง ...ทำไมต้องปากร้ายทุกทีเลย จะตอบตกลงทั้งที พูดดีๆ ก็ไม่ได้ ...เขาจะรู้มั่งมั้ยนะ บางทีผมก็น้อยใจเหมือนกัน ..ทำไมละ ...ความจริงผมไม่จำเป็นต้องรอเรียวจัง ไม่ต้องง้อเลยก็ได้... ทำไมผมต้องคอยเป็นคนคิดโปรแกรม จักตารางเวลาเพื่อใช้เวลาร่วมกันด้วย ...เรียวจังไม่ไปก็มีคนอยากไปกับผมตั้งเยอะตั้งแยะ ...ยิ่งพวกใจถึงมือเติบพร้อมจะเอาใจผมทุกอย่างด้วย...
ชั่ววินาทีก่อนนั้นผมรู้สึกเหมือนอยากร้องไห้ ...แต่แค่รอยยิ้มอ่อนโยนของเรียวจัง กับสัมผัสแผ่วเบาจากปลายนิ้วที่ลูบปลายผมของผมเบาๆ แทนคำขอโทษ... พร้อมกับเสียงพูดห้วนๆ แต่บ่งบอกถึงความใจดี ความน้อยใจก็เลือนหายเป็นปลิดทิ้ง ไปก็ไปน่า ...แต่เอารถฉันไปนะ ไม่ให้นายขับเองเด็ดขาด
ถึงจะรู้ว่าไม่วายโดนค่อนขอดเรื่องขับรถ ...แต่ผมก็ดีใจนะ ...แค่คิดว่าจะได้ใช้เวลาร่วมกับเขาทั้งวัน ...ความสุขมากมายยิ่งกว่าได้รับสินค้าแบรนด์เนมชั้นดีราคาเหยียบแสนจากยามาชิตะก็ถาโถมเข้ามาเต็มเปี่ยม...
ผมก้าวเดินพร้อมคนข้างกายช้าๆ ...ทีละก้าวๆ ... ความอบอุ่นจากมือผอมแห้งของเขาถ่ายทอดเข้าสู่ภายในเหมือนกับความอ่อนโยนลึกๆ ของเรียวจัง ...ที่ผมหวังว่าคงมีแค่ผมคนเดียวที่รับรู้ได้ถึงสมบัติล้ำค่าที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากคนปากร้ายคนนี้...
แต่ไม่หรอก ...ผมไม่เปิดใจให้ใครมากกว่าเส้นแบ่งที่ขีดเอาไว้แน่ ...ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นเรียวจังก็ตาม... เพราะอย่างนี้ไง ...ผมถึงตัดสินใจไม่บอกข่าว ..ไม่เตือนให้เขารู้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับครอบครัวเขาในอนาคต...
บางที ...ได้เห็นเขาตกที่นั่งลำบาก ...แล้วผมเป็นคนยื่นมือเข้าไปช่วย... แสดงตัวเป็นผู้มีพระคุณ... ก็น่าสนุกดีไม่ใช่เหรอ...?


End of their mind?



ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
สวัสดีค่ะ
เข้ามาเม้นให้กำลังใจค่ะ
มี่ตามมาจากบอร์ดอื่นค่ะ
ขอบคุณที่แต่งฟิคสนุกๆ(ที่แอบโหดเหมือนกัน)
มาให้อ่านนะคะ
^^
#1  by  eimy (161.200.255.162) At 2009-01-06 19:06, 

<< Home