Slaver’s Affair :: 2
ลำแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณสว่างจัดจ้าสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรือนเปลือยซึ่งวางตัวยาวพาดทั้งความยาวของพื้นผนัง ก่อนลอดเข้าสู่ดวงตาเรียวซึ่งพรมปิดด้วยแพขนตาดกหนาของร่างเล็กบอบบาง ซึ่งยังคงนอนคุดคู้อยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา
“อือ...” คาเมนาชิ คาซึยะครางแผ่วเบา แม้สัมปชัญญะจะเริ่มคืนกลับมาแล้วก็จริง หากดวงหน้าหวานยังคงซบนิ่งอยู่กับความอ่อนนุ่มของหมอนใบใหญ่ ร่างเล็กอันบอบช้ำหากเจ้าตัวกลับยังไม่สามารถระลึกถึงที่มาของอาการเจ็บร้าวแสนทรมานได้นั้นไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆ สติซึ่งกำลังตื่นตัวพยายามรวบรวมภาพความทรงจำจากค่ำคืนที่ผ่านมาเพื่อประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ ท่ามกลางความเจ็บปวดที่กำแทรกซ่านทั่วกาย ความรู้สึกปวดทรมานในหัวคล้ายกะโหลกศีรษะจะระเบิด ไม่นับความรู้สึกอยากอาเจียนที่ปั่นป่วนมวนไปทั่วท้องน้อย สิ่งซึ่งคละเคล้าความทรมานทั้งหมดมีเพียงความปวดเมื่อยซึ่งร่างของคาซึยะไม่รู้ว่ามันมาจากไหน
หากจากความฝันอันลางเลือนเด็กหนุ่มจำได้เพียงอ้อมกอดร้อนแรงและเอาแต่ใจของพี่โทโมะ
เรียกว่าฝันดีสินะ
ร่างเล็กรู้สึกตัวตื่นจากนิทราหากไม่อยู่ในสภาพจะลืมตาพลิกกายลุกขึ้นได้ตามสภาวะปกติ
เพียงแค่ขยับปลายเท้า ยังเจ็บร้าวขึ้นมาถึงกระดูกไขสันหลังจนหยาดน้ำตาเล็ดซึมออกมากับแพขนตาที่ปิดสนิท
ชวนให้ตงิดใจเหลือเกินว่าค่ำคืนที่ผ่านมาอาจไม่ใช่เพียงความฝัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประสาทรับรู้เริ่มสัมผัสได้ถึงความแปลกของสภาวะแวดล้อมที่ห้อมล้อมทั่วกาย...
ความแข็งตึงของฟูกต่างจากเตียงนอนอันอ่อนนุ่ม ความหนาหนักของผืนผ้าห่ม และสัมผัสแปลกแยกของหมอนหนุน... ที่นี่ไม่ใช่ห้องของเขา!!
พี่โทโมะ!!!
ดวงตาเรียวรีกระพริบถี่ก่อนเปิดโพลงขึ้นในฉับพลัน หากภาพที่เห็นเบื้องหน้ากลับทำให้ร่างเล็กชาดิกไปทั้งกาย
ร่างสูงใหญ่เจ้าของใบหน้าหวานหล่อเหลากำลังรูดซิปกางเกงแสล็คสีดำสนิทด้วยท่วงท่าสบายๆ หากกายส่วนบทกลับเปล่าเปลือยอวดความงดงามของกล้ามเนื้อสวยได้รูปและผิวกายสีเข้ม หากสิ่งซึ่งกระชากหัวใจดวงน้อยซึ่งเต้นระรัวอยู่ใต้แผ่นอกบางออกไปทั้งเป็น กลับกลายเป็นรอยยิ้มเหยียดเยาะที่ระบายเหนือมุมปากอิ่ม พร้อมเสียงเอ่ยทักทายยียวนหากกลับบีบเค้นความรู้สึกให้คนตัวเล็กนึกอยากหยุดลมหายใจตัวเองลงในตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
“ทำไมมองหน้ากันแบบนั้นละคาเมะจัง เมื่อคืนเราอุตส่าห์ร้อนแรงกันขนาดนั้นแท้ๆ”
เพียงชั่ววินาทีที่สมองอันปวดร้าวจะสามารถประมวลผลออกมา สิ่งแรกที่เด็กหนุ่มต้องกลั้นใจทำในวินาทีนั้นคือกระชากผืนผ้าห่มซึ่งคลุมปิดกายออกสำรวจ ‘สภาพ’ ที่ไม่สามารถจินตนาการได้ เพียงเพื่อจะชะงักค้างอยู่อย่างนั้น
ภาพผิวขาวสะอาดเปื้อนเปรอะไปด้วยคราบขุ่น ร่องรอยแดงช้ำมากมายปรากฏแจ่มชัดทั่วอยู่ทั่วทุกสัดส่วนร่างกาย โดยเฉพาะรอยนิ้วมือเป็นจ้ำตามบั้นเอวและซอกขา เรียกก้อนสะอื้นให้แล่นปราดขึ้นมาค้างในลำคอ ...เช่นเดียวกับน้ำตาอุ่นๆ ที่เหมือนจะรินหลั่งออกมาอยู่ตลอดเวลา แต่ท้ายสุดแล้วก็ทำได้แค่เพียงจ้องมองร่างที่บอบช้ำของตัวเองนิ่งด้วยใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากสั่นระริก และดวงตาที่ผ่าวร้อน...
“สำรวจพอหรือยังครับ... ทำอย่างกับไม่รู้งั้นแหละว่าเกิดอะไรขึ้น ของมันเคยๆ ไม่ใช่เหรอไง” แม้น้ำเสียงนุ่มทุ้มจะแฝงไปด้วยถ้อยคำเสียดแทงให้เจ็บเจียนตาย แต่ในสถานการณ์ที่เหมือนกับโลกทั้งโลกแหลกสลายไปต่อหน้า คาซึยะกลับยังคงนั่งเหม่อลอย ...ดวงตาเรียวมองผ่านผิวขาวเนียนช้ำไปยังภาพใบหน้าหนึ่งในมโนสำนึก
...พี่โทโมะ...
ชายหนุ่มกัดริมฝีปาก ท่าทางหมดอาลัยตายอยากของร่างเบื้องหน้าสร้างความหงุดหงิดให้ระเบิดปะทุในใจจนแทบทนไม่ไหว แต่ไหนแต่ไรแล้วจินเกลียดสีหน้าแบบนี้ ...เกลียดสีหน้าที่แสดงชัดว่าเกลียดชังเขาจนไม่อยากมีชีวิตอยู่
หึ ทั้งที่ตัวเองก็ตอบสนองซะขนาดนั้น จะมาทำเป็นเศร้าอะไรมากมาย น่าหัวเราะเป็นบ้า
“...หรือจะให้รำลึกว่าเราร้อนแรงกันแค่ไหนดี... ดูท่านายจะติดใจฉันไม่น้อยนะ เมื่อคืนน่ะพร่ำเรียกฉันไม่ขาดปากรู้ตัวหรือเปล่า” แม้ใบหน้าหล่อเหลาจะมีเพียงรอยยิ้มกวนประสาทประดับชัด แต่จินกลับโยนเสื้อเชิ้ตที่เพิ่งหยิบขึ้นมาเตรียมสวมใส่ทิ้งลงกับพนักเก้าอี้ข้างๆ แล้วสาวเท้าตรงไปทิ้งตัวนั่งลงเคียงข้างร่างเล็กกว่าที่พยายามกัดฟันกระถดถอยห่าง
ริมฝีปากอิ่มกระตุกยิ้มเหี้ยม ฝ่ามือแกร่งคว้าเอวเล็กล็อคตรึงร่างบอบไว้กับตัว ก่อนใช้ปลายนิ้วแกร่งบีบเชยคางมนบังคับใบหน้าที่พยายามสะบัดหนีให้เผชิญสายตาตนเองอย่างแน่นหนา
ชายหนุ่มรู้สึกว่าร่างกายกำลังสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกบางอย่าง โดยเฉพาะเมื่อดวงตาเรียวรีแดงช้ำที่ไม่อาจเลี่ยงหนีกำลังจ้องเขม็งเข้ามายังนัยน์ตาทั้งสองข้าง ...ใบหน้าหวานที่เคยน่ารักน่าเอ็นดูซีดเซียว ริมฝีปากบางเอ่อช้ำจากสาเหตุที่เขารู้แก่ใจ หัวไหล่มนทั้งสองข้างกำลังสั่นระริก เช่นเดียวกับปลายนิ้วเล็กผอมที่ขยี้ขยำผ้าปูที่นอนแน่น
มันทำให้เขาอดโพล่งออกไปไม่ได้ว่า
“สีหน้าแบบนี้ก็เซ็กซี่ไม่หยอกนะ แค้นฉันเหรอ... ทั้งๆ ที่เมื่อคืนก็ยอมทำทุกอย่างที่ฉันต้องการแท้ๆ ...เอาน่า ก็แค่เรื่องสนุก ไม่เสียหายไม่ใช่เหรอ ...คุณหนูคาซึยะ”
“เลว... ชั้นจะไม่มีวันยอมคนอย่างนายอีกเป็นครั้งที่สอง!” เสียงหวานที่ยังคงพร่าสั่นรวบรวมเรี่ยวแรงร้องตวาดลั่น หากเรียวปากอวดดีกลับถูกแนบประกบลงด้วยริมฝีปากอิ่มของร่างเบื้องหน้าอย่างว่องไว
“อ๊ะ!!” ร่างสูงอุทานเบาเมื่อริมฝีปากถูกกัดแรงๆ ด้วยฤทธิ์ฟันซี่คมของคนตัวเล็กที่ไม่ยอมแพ้ จนหยดเลือดสีแดงฉานไหลซึม ชายหนุ่มจำต้องยินยอมละใบหน้าออกห่างดวงหน้าหวานซึ่งหอบสั่นด้วยแววตาเอาเรื่องคล้ายสุนัขจนตรอก
แต่เพียงแค่เสี้ยววินาที ร่างทั้งร่างก็โถมกระแทกกายบางจนแผ่นหลังกระแทกกับพื้นฟูกแข็ง
วินาทีที่ริมฝีปากบอบช้ำกำลังจะเผยเสียงอุทานแสดงความเจ็บปวด อันเนื่องมาจากแรงกระแทกซ้ำกายที่ร้าวระบมอยู่แล้ว ดวงตาเรียวก็ต้องเหลือกโพลงเพราะใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงประกบริมฝีปากอีกครั้งด้วยเรี่ยวแรงที่มากกว่า ขืนขัดให้คาซึยะทำได้แค่เพียงส่งเสียงครางอู้อี้ในลำคอ ร่างเล็กพยายามโยกกายหนีฝ่ามือแกร่งกว่าซึ่งบีบเฟ้นระรานร่างกายเขาไปทั่ว
“ฮึก... อื๊อออ...” รสเฝื่อนของเลือดผสมผสานกลิ่นคาวชวนคลื่นไส้ไหลรินเข้าสู่ช่องปากเล็ก เมื่อร่างเบื้องบนบีบคางมนให้เผยอริมฝีปากขึ้นรับปลายลิ้นแข็งที่แทรกเข้าสู่ภายใน
คาซึยะรู้สึกว่ากำลังจะตายให้ได้ ...เขาปวดหัว อยากอาเจียน และร้าวระบมไปทั่วกาย
ดวงตาเรียวเม้มสนิทแน่นพยายามห้ามไม่ให้น้ำตาแห่งความอ่อนแอหลั่งรินออกมา เขาได้แต่บอกตัวเองว่าจะไม่ให้มันไหลออกมาอีกแม้แต่หยดเดียว แม้ผิวที่เคยขาวสะอาดจะถูกไล้เลียให้นึกเกลียดร่างกายตัวเองแค่ไหน คาซึยะก็ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องเข้มแข็ง โดยเฉพาะในเวลาที่สัมปชัญญะมีเพียงใบหน้าหนึ่งปลอบประโลมจิตใจ
...พี่โทโมะ...
ท่ามกลางความเจ็บปวดและตื่นกลัว จู่ๆ เสียงประตูห้องนอนกระแทกเปิดดังปึงก็ฉุดกระชากสติให้ร่างเล็กลืมตาโพลง ก่อนจะชาดิกไปทั่วกายเพราะไม่เชื่อสายตากับภาพที่เห็น...
“เอ่อ........................”
ไม่ใช่เพียงแค่คาซึยะคนเดียวที่ตื่นตกใจ เจ้าของเสียงแหลมหวานผู้หลุดครางออกมาก็เช่นกัน
เขาเป็นเด็กหนุ่มแปลกหน้าเจ้าของร่างเล็กบอบบางดูน่าทะนุถนอม กำลังชะงักค้างด้วยท่วงท่าแปลกประหลาดคล้ายจิ้งจกถูกแช่เย็น เสื้อยืดสกรีนรูปมิคกี้เม้าส์เก่าๆ ยานๆ ห่างไกลจากคำว่ารสนิยมดีไปโข เพราะมันไม่ได้รับกับกางเกงยีนส์ขาดๆ สีสนิมซีดใหญ่โคร่งเกินตัวแม้แต่น้อย
แต่สิ่งหนึ่งในร่างกายผู้บุกรุกซึ่งดึงดูดสายตาคาซึยะที่สุดกลับกลายเป็นใบหน้ากลมมนหวานน่ามองเบียดบังเพียงบางส่วนด้วยลอนผมดัดอ่อนๆ สีน้ำตาลทอง
ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองหน้าคาซึยะสลับกับคนร่างสูงเบื้องบนไปมา
หากในความตกตะลึงของร่างบางทั้งสอง ชายหนุ่มผิวขาวจัดกลับยังคงใช้ริมฝีปากซุกไซ้ซอกคอเรียวอย่างไม่รู้สึกรู้สา ไม่ว่าคนใต้ร่างจะพยายามขยับกายต่อต้านด้วยเกรงสายตาตกใจระคนพรั่นพรึงที่มองจ้องมา
เขาไม่สนใจแม้แต่เสียงครางแผ่วซึ่งเอ่ยเรียกตนด้วยชื่อเล่นอันแสดงความสนิทสนมมากเกินคนรู้จักธรรมดาด้วยซ้ำ เพียงแต่หลังจากปล่อยให้คนตัวบางหน้าซีดปากสั่นพร่ำเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นานสองนาน บวกกับแรงต้านอันน้อยนิดพอให้รำคาญใจจากเจ้าของผิวหวานลิ้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มก็ยินยอมละริมฝีปากจากแผ่นอกแดงช้ำแล้วสะบัดหน้าไปจ้องเจ้าของร่างซึ่งยืนตัวแข็งขาสั่นอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางเหมือนจะไม่สามารถขยับตัวเองได้ ถ้าไม่ถูกออกปากตะเพิดดังๆ
“จะยืนดูฉันเล่นหนังสดอีกนานไหมยูยะ ถ้าอยากมากก็กลับบ้านไปหาวิดีโอดูไป! ...นายเล่นจ้องแบบนั้น เดี๋ยวเด็กฉันก็หมดอารมณ์พอดี”
กลีบปากบอบช้ำเกือบจะแผดเสียงด่าออกไปแล้วเพราะรู้ว่าคนพูดจงใจแดกดันตัวเองในช่วงท้าย หากกลับทำไม่ได้อย่างใจนึกเพราะฝ่ามือหนากว่าตวัดประกบปิดปากคนใต้ร่างแน่น “ยืนบื้ออะไรอยู่!”
“ขะ...ขะขอโทษนะพี่จิน ...ปะ...ไปเดี๋ยวนี้แหละ” เด็กหนุ่มชื่อยูยะละล่ำละลักขอโทษ ก่อนกุลีกุจอรีบหันหลังวิ่งออกมาจากห้องไปโดยไม่ยอมแม้แต่จะปิดประตูให้ด้วยซ้ำ พร้อมกับมือหนาที่ยอมปล่อยร่างเล็กเป็นอิสระ
ริมฝีปากอิ่มกระตุกยิ้มจาง ขณะลุกขึ้นสาวเท้าตรงไปคว้าเสื้อเชิ้ตสีขาวที่วางเตรียมไว้ขึ้นสวมลวกๆ อย่างใจเย็น
แม้ยอมรับว่าไม่อาจละสายตาจากภาพร่างสูงใหญ่ประดับกายด้วยอาภรณ์เรียบหรู เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าราคาแบรนด์แพงระยับ รับกับเส้นผมสีเข้มซึ่งถูกสางลวกๆ ด้วยเจลจัดแต่งทรงให้เสยไปด้านหลัง ทิ้งบางเส้นตกรู่เคลียดวงหน้าหล่อเหลา ปิดท้ายด้วยการผูกไทสีเข้มหลวมๆ พอเป็นพิธี
ร่างบอบบางยังคงทำได้เพียงกะพริบตามองคนตัวสูงสาวเท้าไปหยิบแว่นกรอบบางจากโต๊ะอ่านหนังสือข้างเตียงขึ้นสวมด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียจวนเจียนจะล้มฟุบลงไปอีกรอบ และดูเหมือนชายหนุ่มก็รู้ทันสภาพน่าสังเวชนั้น เขากระตุกยิ้มมุมปากก่อนเดินลากเท้าเข้ามาประทับรอยจูบกับริมฝีปากบางอีกครั้งราวขอค่ามัดจำ เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยคลอเคลียใบหูนุ่มชวนขนลุกยิ่งนักโดยเฉพาะในสายตา ‘เหยื่อ’ ไร้ทางหนีอย่างเจ้าของร่างบนเตียงในเวลานี้
“ฉันต้องไปทำงานแล้ว ถ้าลุกไม่ไหวก็นอนเอาแรงไปก่อน... ตอนเย็นค่อยกลับมาสานต่อกันนะครับที่รัก”
::~::~::~::~::~::~:: Slaver’s affair ::~::~::~::~::~::~::
ยามาชิตะ โทโมฮิสะสาบานได้ว่าเขาไม่เคยร้อนรุ่มในอกจนแทบระเบิดอย่างนี้มาก่อน
ปลายนิ้วเพรียวยาวพับปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ดูเหมือนจะกลายเป็นวัตถุไร้ประโยชน์ขึ้นมาในทันที หลังจากไม่สามารถใช้ติดต่อคนที่ต้องการที่สุดในตอนนี้ได้
คาซึยะยังคงปิดเครื่องตั้งแต่คืนวานจนถึงเช้าวันนี้!!
นับแค่ตั้งแต่เช้ามืดที่ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาเพื่อเข้าโรงฝึกยูโดตามกิจวัตรตอนตีห้า จนถึงตอนนี้เวลาจวนเจียนล่วงเข้าประชุมเช้าช่วงเก้าโมง ...โทโมฮิสะโทรเบ็ดเสร็จร่วมยี่สิบครั้งเข้าไปแล้ว!!
ดวงหน้าคมหวานสะบัดแรงๆ จนผมดำสนิทระกระจาย
ชายหนุ่มหลับตารวบรวมสมาธิอีกครั้งอยากยากเย็น ฝ่ามือเพรียวเก็บโทรศัพท์สีเงินลงในกระเป๋ากางเกง ก่อนลุกก้าวเดินผลักประตูห้องออกไปยังโถงทางเดินภายนอกเพื่อตรงไปยังห้องประชุมซึ่งใช้พื้นที่ของตัวอาคารชั้นรองสูงสุด หรือพูดง่ายๆ ว่าอยู่ถัดจากห้องทำงานเขาลงไปหนึ่งฟลอร์
ร่างโปร่งผงกศีรษะเป็นเชิงบอกกล่าวเลขาสาวหน้าห้อง ขณะสาวท้าวตรงไปยังลิฟต์ประจำตัวด้วยใบหน้าเรียบนิ่งตรงข้ามกับในใจที่ร้อนระอุ
ยามาชิตะ โทโมฮิสะไม่รู้สักนิดเลยว่าเพียงแค่ชั่ววินาทีที่เขาปิดโทรศัพท์มือถือ ร่างเปล่าเปลือยของใครอีกคนจะกำลังนั่งสะอื้นจนตัวโยน ดวงหน้าหวานยังคงแนบหูโทรศัพท์บ้านแบบไร้สายกับใบหู แม้รู้ว่าไม่สามารถติดต่อเจ้าของหมายเลขที่ป้อนลงไปเป็นครั้งที่สาม เพียงเพื่อจะได้ยินข้อความบันทึกเสียงอัตโนมัติจากเจ้าของเสียงทุ้ม ...เสียงที่ร่างเล็กหลงใหลและโหยหายิ่งกว่าใคร
ฝ่ามือน้อยค่อยๆ ปล่อยให้หูโทรศัพท์หล่นลงกระแทกพื้น รอยยิ้มอ้างว้างระบายเหนือดวงหน้าเศร้าสร้อย ก่อนฝ่ามือไร้เรี่ยวแรงทั้งสองข้างจะโอบรวบกายสกปรกโสโครกของตัวเองเอาไว้แน่น พร้อมกับเสียงสะอื้นให้แสนแผ่วเบา
::~::~::~::~::~::~:: Slaver’s affair ::~::~::~::~::~::~::
ตามธรรมเนียมการประชุมประจำฤดูกาลของผู้กุมอำนาจมืดสองพรรคใหญ่แห่งภาคพื้นคันโต อันว่าด้วย มังกรดำ และพยัคฆ์ขาว จะถูกจัดขึ้นทีละพรรคโดยสลับฤดูกาลกันไปเรื่อยๆ โดยแต่ละพรรคจะจัดการประชุมโดยรวบรวมบุคคลสำคัญของพรรคฝ่ายตนมานั่งประจำที่ในโต๊ะตัวยาวประมาณ 20 คน ซึ่งจะนำข่าวสารและสถานการณ์ของพรรค รวมถึงผลประกอบการ และสถานะล่าสุดของพรรคมารายงานและอภิปรายเพื่อหาแนวทางการบริหารแก่บอสใหญ่ แต่จุดสำคัญไม่ได้อยู่ในประเด็นที่กล่าวมา เนื่องจากตามธรรมชาติแล้ว สองขั้วอำนาจล้วนขัดแย้งและไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้ แต่เนื่องจากทั้งสองต่างได้รับบทเรียนแห่งการสูญเสียซึ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งอันรุนแรงเมื่อสองปีก่อน ทำให้ทั้งสองฝ่ายจำยอมต้องจับมือกันโดยซุกซ่อนความเกลียดชังไว้เบื้องหลัง
ตามกฎกติกาที่ว่าเมื่อมีการประชุมพรรคประจำฤดูกาลจัดขึ้นที่พรรคใด อีกฝ่ายจะต้องส่ง ‘ตัวแทน’ ไปร่วมกรประชุมนั้น เพื่อแสดงถึงความ ‘เป็นมิตร’ และทำหน้าที่ในฐานะ ‘สายส่งข่าวแบบเปิดเผย’ แก่พรรคตนเพื่อทราบความเป็นไปของคู่แข่ง
เรียกว่า ...ได้และสูญเสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
และในฤดูกาลนี้ ...พยัคฆ์ขาวก็ส่งชื่อ ‘เด็กใหม่’ ของแก๊งมา ‘คารวะ’ นายใหญ่แห่งมังกรดำ เพื่อสืบสานข้อตกลงดังกล่าว
สมาชิกใหม่ของพยัคฆ์ขาวคนที่ว่า มีชื่อว่า อาคานิชิ จิน
ลำคอที่เชิดนิ่ง ส่งผลให้ดวงหน้าหวานหล่อเหลาแลดูโอหัง รับกับรอยยิ้มมุมปากที่แค่นระบายประดับ บวกกับท่วงท่ายโสชวนหมั่นไส้ ส่งผลให้ผู้มาเยือนร่างสูงใหญ่ตกเป็นเป้าสายตาสมาชิกอาวุโสทุกคนของพรรคมังกรดำ ซึ่งพากันนั่งรายล้อมโต๊ะประชุมรูปวงรีสีดำสนิท
ท่ามกลางสรรพเสียงจ้อกแจ้กจอแจไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบที่กลายเป็นเงียบงัน อาคานิชิ จินย่างเท้าก้าวผ่านประตูกระจกอัตโนมัติเข้ามายืนนิ่งเบื้องหน้าโต๊ะประชุมยาว ณ ฟากตรงข้ามที่หันเผชิญกับประธานการประชุมพอดิบพอดี
ในวินาทีที่ดวงตาคู่คมสบมองใบหน้าคมหวานของนายใหญ่พรรค ‘มังกรดำ’ ชายหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงความรุ่มร้อนในหัวใจ ...ดวงตากลมโตคู่นั้น ...ดวงตาที่แฝงไว้ด้วยแววเหี้ยมเกรียมลึกๆ หากในยามนี้กลับแลเหม่อลอยคล้ายตกอยู่ในห้วงฝัน ก่อนเสียงกระแอมจากลำคอผู้มาเยือนจะดังขึ้นในชั่ววินาทีทีใบหน้าคมหวานเงยขึ้นจ้องสบตา
แววอ่อนไหวในดวงตามลายหายกลายเป็นดุดันระคนเหี้ยมเกรียมขึ้นมาฉับพลัน แม้จากฟากตรงข้ามจินก็ยังสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ฝ่ามือเพรียวข้างหนึ่งกำลังกุมวัตถุทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กในกระเป๋ากางเกงแน่น
และถ้าให้เดา คนหัวไวอย่างเขาคงตอบได้อย่างฉะฉานว่ามันคือ โทรศัพท์มือถือ...
ริมฝีปากอิ่มได้รูปกระตุกยิ้มหยัน ขณะทิ้งกายลงนั่งกับเก้าอี้เบาะเนื้อนุ่ม ดวงตาทั้งสองข้างยังคงจับจ้องเจ้าของดวงหน้าหวานผู้เงยคอขึ้นจ้องกลับแน่วนิ่งไม่คลาย ท่ามกลางสายตาไม่พอใจของบรรดาเหล่าสมาชิกมังกรดำอาวุโส เนื่องจากอาคันตุกะหนึ่งเดียวจากพรรคคู่แข่งยังไม่ได้เอ่ยแสดงความเคารพกับบอสของพวกเขาตามธรรมเนียมมารยาท
ทว่าตัวแทนจากพยัคฆ์ขาวกลับไม่ใส่ใจแมลงเม่าน่ารำคาญพวกนั้น โดยเฉพาะเมื่อยามนัยน์ตายั่วเย้ากวนประสาท สบเขม็งกับดวงตาคู่คม ริมฝีปากอิ่มก็ขมุบขมิบน้อยๆ ราวเอ่ยถามประโยคซึ่งผุดขึ้นมาในจิตใจออกไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้
‘ถ้าฉันเดาไม่ผิด นายกำลังรอโทรศัพท์จากคนสำคัญอยู่ใช่ไหมล่ะ ...โทโมะ ...แต่เสียใจด้วยนะ ดูเหมือนตอนนี้แค่แรงจะลุกจากเตียงคุณหนูคนนั้นยังแทบจะไม่มีเลย’
ความพึงพอใจในภาพจินตนาการย้อนถึงกายเล็กบางยามเมื่อสั่นไหวยู่ใต้ร่าง รอยยิ้มกริ่มก็คลี่ประดับเหนือมุมปากอิ่มอีกครั้ง แม้รู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายไม่สามารถล่วงรู้ความคิดในใจตนได้ แต่ใบหน้าบอสใหญ่ของมังกรดำในตอนนี้ ก็ทำให้เขานึกถึงชายหนุ่มหน้าตาคมหวานเข้มแฝงรอยยิ้มน้อยๆ ในแววตาอ่อนโยนบนรูปถ่ายใบน้อยของร่างในอ้อมกอดยามรัตติกาล แล้วพานให้อดนึกขอบคุณความบังเอิญอันแสนเย้ายวน พร้อมกับนึกสุขสมไปด้วยความสาแก่ใจไม่ได้
ไม่เสียแรงจริงๆ ที่เมื่อวานทะเลาะกับศาสตราจารย์โอกาดะจนประท้วงเงียบด้วยการเดินออกจากห้องวิจัยหน้าตาเฉย เพราะไม่อย่างนั้น... ‘โชคดี’ คงไม่เดินเข้ามาหาเขาด้วยตัวเองแบบนี้
อ้อ คงต้องไม่ลืมขอบคุณชายหนุ่มแปลกหน้าเจ้าของเหล้าผสมยา... แก้วนั้นด้วย ไม่อย่างนั้น เขาคงทิ้งโอกาสดีๆ อย่างนี้หลุดมือเพราะมัวแต่คิดถึงคำว่า ‘สุภาพบุรุษ’ ไปแล้วแน่ๆ
ชายหนุ่มยอมรับว่าไม่ใช่เพราะสาแก่ใจที่ได้หยามบอสใหญ่แห่ง ‘มังกรดำ’ อย่างไม่รู้ตัวเพียงอย่างเดียวหรอก
เพราะความน่ารัก ‘ไร้เดียงสา’ ของร่างนุ่มนั่นก็มอบความสุขแก่เขาไม่น้อย แม้เสียงครางแว่วหวานจะร้องเพรียกหาเพียงชายหนุ่มเจ้าของดวงตาเฉี่ยวคมเบื้องหน้านี้ก็ตาม
โชคชะตากำลังเล่นตลก ...หยิบยื่นโอกาสมาให้เขาแล้ว
ชายหนุ่มบอกตัวเองว่า... ในที่สุด เวลาแห่งการเอาคืนก็มาถึงสักที!!
ดวงตากลมโตหากคมกริบของยามาชิตะ โทโมฮิสะกำลังปรายตามองเขาด้วยอารมณ์หวาดระแวงภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
เพียงแค่ถ้อยแจ้งจากนายใหญ่พยัคฆ์ขาวอย่างเจ้าหนูยามาดะ เรียวสุเกะ ไม่สามารถทำให้โทโมฮิสะเชื่อว่า เจ้าของท่วงท่าหยิ่งผยองในวันนี้อยู่ในสถานะเพียงแค่สมาชิกใหม่ของพรรคพยัคฆ์ขาว
เพียงแต่ข้อสงสัยของโทโมฮิสะไม่ได้มาจากอากัปกิริยาผยองยโส หากแต่มาจากแววแน่วนิ่ง เยือกเย็นในดวงตาคมคู่นั้น แววตาที่ซุกซ่อนความเหี้ยมโหดเอาไว้ภายใต้ความงดงามชวนมอง
ดวงตาที่แสดงว่าท้าทายเขาอย่างชัดแจ้ง!!
ตึง!!
ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่า ‘มังกรดำ’ ตำแหน่งสูงที่เข้าร่วมประชุม เรียวขายาวแข็งแรงทั้งสองข้างของผู้มาเยือนก็ตวัดยกขึ้นก่อนวางพาดยาวลงกับพื้นโต๊ะเรียบเย็นด้วยท่วงท่าวางไขว้ ชี้ปลายรองเท้าหนังด้านสีดำสนิทตรงไปยังใบหน้าประธานการประชุม ที่เพียงเลิกคิ้วตอบรับท่าทางโอหังของชายหนุ่มรูปงาม เจ้าของดวงตาคมที่ยักคิ้วให้ในเชิงท้าทาย
โทโมฮิสะผายมือแทนคำสั่งปรามเหล่าสมาชิกพรรคที่ตอนนี้ต่างนั่งไม่ติดที่ เพราะต่างคนต่างเตรียมกระโจนเข้าจัดการกับ ‘เด็กใหม่ไร้กาลเทศะของพยัคฆ์ขาว’ ให้หลาบจำ
“ช่างเถอะ ฉันไม่ถือ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบนิ่ง ดวงตากลมโตกริบปรายจ้องดวงหน้าหวานหล่อเหลาเขม็งด้วยสายตาเหี้ยมเกรียมราวกับสามารถฆ่าคนได้ในวินาทีนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มในสถานะหนึ่งในสมาชิกพยัคฆ์ขาวกระตุกยิ้มมุมปากด้วยความทึ่งแกมหยันเยาะ คือริมฝีปากอิ่มได้รูปที่จงใจกล่าวต่อให้เขาเห็นเพียงคนเดียวด้วยภาษาไร้เสียงว่า ‘...นายคนใหม่ของพยัคฆ์ขาว’
หึ ...เก่งจริงๆ มองปราดเดียวก็ดูออก สมแล้วที่เป็นยามาชิตะ โทโมฮิสะ ...ฉลาดสมค่ำร่ำลือจริงๆ
คงต้องยอมรับแล้วสินะว่า การยอมบากหน้ามาฐานใหญ่ของพวกมันในวันนี้ คุ้มค่ากับเวลาสำหรับงานวิจัยที่เสียไปจริงๆ อย่างนี้คงต้องขอบคุณยามะจังสักหน่อย
ชายร่างสูงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ แม้ว่าเหล่าสมาชิกมังกรดำจะเริ่มต้นอภิปรายความเป็นไปของสาขา และกิจการต่างๆ ที่ผ่านมาในรอบครึ่งปี ต่อเนื่องกับการต่อประเด็นถกเถียงถึงความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ และวงจรธุรกิจใต้ดินกันอย่างดุเดือด โดยผู้เป็นนายเพียงแค่นั่งพยักหน้ารับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ยามาชิตะฉลาดเพราะรู้จักแสดงความรู้สึกผ่านทางแววตา
...แต่ถึงอย่างไร สำหรับจินแล้วมันก็ยังคงเป็นความฉลาดที่น่าสมเพชอยู่ดี
จินสบสายตาคู่คมเขม็ง ก่อนยักคิ้วให้อย่างท้าทาย ร่างสูงใหญ่นั่งเอนหลังเชิดคอนิ่ง ปล่อยให้การประชุมใหญ่หนึ่งในสองของรอบปีของกลุ่มอำนาจคู่แข่งดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีอะไรผิดแผกไปจากการคาดการณ์ของเขาแม้แต่นิด
เป็นครั้งแรกที่จินนึกถึงกติกาสมานฉันท์ปัญญาอ่อนที่สองศัตรูตัวฉกาจร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อป้องกันเหตุการณ์สูญเสียนองเลือดเหมือนเมื่อครั้งสองปีที่แล้ว ...เมื่อครั้งที่พี่ชายจากไปตลอดกาลด้วยน้ำมือของมันสักคนในกลุ่มมังกรดำ. เมื่อครั้งเวลาที่เขาตัดสินใจก้าวเข้ามาในวงการที่ไม่เคยคิดแม้จะรับรู้ความเป็นไป ด้วยความต้องการเพียงแค่...
ล้างแค้น
::~::~::~::~::~::~:: Slaver’s affair ::~::~::~::~::~::~::
เวลาช่วงเช้าผ่านไปพร้อมกับการประชุมที่ดำเนินมาถึงบทสรุป
ใบหน้าคมหวานของโทโมฮิสะยังคงเรียบเฉย เขาผงกศีรษะให้กับเหล่าลูกน้องที่เริ่มขอตัวทยอยเดินออกไปจากห้องโถงกว้างเพื่อสะสางงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบต่อ ในตอนนี้จึงมีเพียงสมาชิกอาวุโสสองสามคนยืนห้อมล้อมรอบกายโปร่งเพรียวในสูทสีขาวครีมตัดกับเชิ้ตดำเข้มรับกับเรือนผมเรียบลู่สีนิลเงา ซึ่งลุกขึ้นยืนล้วงมือกับกระเป๋ากางเกง ขณะแย้มรอยยิ้มให้กับเหล่าผู้แสดงเจตจำนงต้องการสนทนาอย่างเป็นส่วนตัวกับเขา
ดวงตากลมโตแฝงแววประหลาดใจเล็กน้อย เมื่ออาคันตุกะร่างสูงใหญ่เดินตรงมาค้อมศีรษะให้ด้วยท่วงท่านอบน้อม เพียงแต่ในเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ก้องกังวานเข้าสู่ทุกพื้นที่ในโสตประสาท ส่งผลให้โทโมฮิสะจ้องใบหน้าท้าทายของอีกฝ่ายด้วยสายตาขมึงเกร็ง
“...แย่จัง ดูเหมือนผมจะยังไม่ได้บอกยามาชิตะซังสินะครับว่า ...คุณหนูคาซึยะของคุณ นอกจากจะน่ารักแล้วยังหวานกว่าที่คิดเสียด้วย”
อารามตกตะลึงส่งผลให้ร่างเพรียวชะงักค้างชั่ววินาที ความปั่นป่วนทรมานพุ่งพล่านขึ้นไหลเวียนทั่วกระแสเลือดในกาย
ชายหนุ่มพยายามระงับอารมณ์โกรธเขี้ยวที่กำลังจะระเบิดทุกเมื่อลงใต้ดวงหน้าเรียบนิ่ง โทโมฮิสะกำลังจะอ้าปากเอ่ยถามด้วยแสร้งไม่เข้าใจ แม้จะรู้ความหมายของสารนั้นแก่ใจลึกๆ แต่เขาก็ต้องการคำยืนยัน
หากถ้อยคำที่อีกฝ่ายจงใจเอ่ยดักคอขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับจะย้ำความหมายก่อนหน้ายิ่งสร้างความเดือดดาลจนทนไม่ไหว
“แต่คุณคงไม่รู้สินะครับ ...ก็ยังไม่เคยชิมนี่นา”
ผัวะ!!!
เสียงกำปั้นหนักๆ พุ่งกระแทกเข้าเนื้อแก้มนิ่ม แรงมหาศาลส่งผลให้ร่างสูงใหญ่เซถลาล้มทรุดลงนั่งกองกับพื้นพรม เพียงแต่ใบหน้าหล่อเหลายังคงเงยขึ้นแย้มรอยยิ้มท้าทาย ไม่สนใจหยาดเลือดแดงสดที่เริ่มรินหลั่งจากมุมปากอิ่ม
ซ้ำรอยกัดเมื่อเช้าพอดีเลยนะ
เขานึกอย่างประชดประชัน ก่อนใช้เรียวลิ้นตวัดเลียซับของเหลวรสคาวเค็มเข้าสู่ริมฝีปาก ปลายนิ้วเพรียวแกร่งลูบผิวแก้มช้ำเขียวช้าๆ ราวพิจารณาถึงขอบเขตความเสียหาย ดวงตาคมสบนัยน์ตากลมโตนิ่ง ร่างเพรียวหากสมส่วนรับกับดวงหน้าคมหวานกำลังสั่นเทิ้มราวกับพยายามสกัดกลั้นความโกรธเกรี้ยวไม่ให้เล็ดลอดออกมามากไปกว่านี้
แต่ที่น่าสมเพชยิ่งกว่าในสายตาของจินคือเหล่าลูกน้องลูกขุนพลอยพยักที่รีบรี่เข้ามายืนล้อมกรอบเขาไว้ราวกับกลัวว่าจะชิ่งหนี
ปัญญาอ่อนได้ขนาดนี้!
น่าสงสารยามาชิตะจริงๆ ที่ต้องถูกรายล้อมด้วยคนจำพวกนี้
แม้จะคิดอย่างนั้น แต่จินก็ยังคงเลือกจะกระตุกรอยยิ้มมุมปาก ถ้อยคำราบเรียบเร้นความหมายหลุดจากลำคอด้วยน้ำเสียงเหยียดเยาะ
“แล้วผมจะคืนให้ก็แล้วกัน ...แต่ต้องหลังจากเบื่อแล้วนะ”
ก่อนใครจะคาดคิด ร่างเพรียวของโทโมฮิสะก็ปราดพุ่งเข้ากระชากคอเสื้อเจ้าของคำพูดท้าทายทีเล่นทีจริง กระชากเข้าหาตัวด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล... คิ้วเข้มขมวดเกร็ง เช่นเดียวกับเรียวคางแหลมที่กัดกรามกรอดจนขึ้นสัน
ภาพเบื้องหน้าทำให้บรรดาลูกน้องคนสนิทที่เพิ่งวิ่งผ่านประตูกระจกเข้ามาต่างถือวิสาสะเข้ารวบรั้งร่างเพรียวของนายใหญ่หน้าหวานออกห่างจากอาคันตุกะหนุ่มผู้กัดฟัน ยกมือขึ้นลูบคำคอเขียวช้ำขณะหอบหายใจถี่ๆ เรียกอากาศกลับสู่ร่างกาย
เจ็บตัวแต่สะใจเป็นบ้า!
“อย่าใช้แต่อารมณ์สิครับ ก็แค่เด็กน่ารำคาญในสายตาคุณไม่ใช่เหรอไง ผมบอกแล้วไงว่าเอาไว้ผมจะพามาคืน แต่เอ๊ะ! ไม่ได้ล่ามเอาไว้ ...ท่าทางตื่นกลัวซะขนาดนั้น ไม่รู้จะหนีเตลิดไปไหนแล้วเหมือนกันนะเนี่ย”
จินอยากระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ เพราะในยามนี้ใบหน้าที่เคยเรียบขรึมเป็นนิจของยามาชิตะไม่เหลือเค้าแบบที่ว่าเลยสักนิด
เขายักคิ้วตอบสายตาอาฆาตที่จ้องเขม็งมา... ก่อนยันกายลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เมื่อร่างผอมของอีกฝ่ายสะบัดปัดฝ่ามือหวังดีจากลูกน้องร่างสูงทิ้งอย่างไม่ใยดี แล้วหันหลังวิ่งผลุนผลันออกจากห้องประชุมไปด้วยใบหน้าร้อนรน
โธ่เอ๋ย... น่าสงสารจริงๆ โทโมะจัง ...แค่แรงลุกจากเตียงเด็กคนนั้นยังไม่รู้จะเอาจากไหนเลย แล้วนายคิดว่าจะหาคุณหนูคาซึยะที่รักเจอง่ายๆ ได้ยังไงกันล่ะ
To be Continue.
ลำแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณสว่างจัดจ้าสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรือนเปลือยซึ่งวางตัวยาวพาดทั้งความยาวของพื้นผนัง ก่อนลอดเข้าสู่ดวงตาเรียวซึ่งพรมปิดด้วยแพขนตาดกหนาของร่างเล็กบอบบาง ซึ่งยังคงนอนคุดคู้อยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา
“อือ...” คาเมนาชิ คาซึยะครางแผ่วเบา แม้สัมปชัญญะจะเริ่มคืนกลับมาแล้วก็จริง หากดวงหน้าหวานยังคงซบนิ่งอยู่กับความอ่อนนุ่มของหมอนใบใหญ่ ร่างเล็กอันบอบช้ำหากเจ้าตัวกลับยังไม่สามารถระลึกถึงที่มาของอาการเจ็บร้าวแสนทรมานได้นั้นไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆ สติซึ่งกำลังตื่นตัวพยายามรวบรวมภาพความทรงจำจากค่ำคืนที่ผ่านมาเพื่อประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ ท่ามกลางความเจ็บปวดที่กำแทรกซ่านทั่วกาย ความรู้สึกปวดทรมานในหัวคล้ายกะโหลกศีรษะจะระเบิด ไม่นับความรู้สึกอยากอาเจียนที่ปั่นป่วนมวนไปทั่วท้องน้อย สิ่งซึ่งคละเคล้าความทรมานทั้งหมดมีเพียงความปวดเมื่อยซึ่งร่างของคาซึยะไม่รู้ว่ามันมาจากไหน
หากจากความฝันอันลางเลือนเด็กหนุ่มจำได้เพียงอ้อมกอดร้อนแรงและเอาแต่ใจของพี่โทโมะ
เรียกว่าฝันดีสินะ
ร่างเล็กรู้สึกตัวตื่นจากนิทราหากไม่อยู่ในสภาพจะลืมตาพลิกกายลุกขึ้นได้ตามสภาวะปกติ
เพียงแค่ขยับปลายเท้า ยังเจ็บร้าวขึ้นมาถึงกระดูกไขสันหลังจนหยาดน้ำตาเล็ดซึมออกมากับแพขนตาที่ปิดสนิท
ชวนให้ตงิดใจเหลือเกินว่าค่ำคืนที่ผ่านมาอาจไม่ใช่เพียงความฝัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประสาทรับรู้เริ่มสัมผัสได้ถึงความแปลกของสภาวะแวดล้อมที่ห้อมล้อมทั่วกาย...
ความแข็งตึงของฟูกต่างจากเตียงนอนอันอ่อนนุ่ม ความหนาหนักของผืนผ้าห่ม และสัมผัสแปลกแยกของหมอนหนุน... ที่นี่ไม่ใช่ห้องของเขา!!
พี่โทโมะ!!!
ดวงตาเรียวรีกระพริบถี่ก่อนเปิดโพลงขึ้นในฉับพลัน หากภาพที่เห็นเบื้องหน้ากลับทำให้ร่างเล็กชาดิกไปทั้งกาย
ร่างสูงใหญ่เจ้าของใบหน้าหวานหล่อเหลากำลังรูดซิปกางเกงแสล็คสีดำสนิทด้วยท่วงท่าสบายๆ หากกายส่วนบทกลับเปล่าเปลือยอวดความงดงามของกล้ามเนื้อสวยได้รูปและผิวกายสีเข้ม หากสิ่งซึ่งกระชากหัวใจดวงน้อยซึ่งเต้นระรัวอยู่ใต้แผ่นอกบางออกไปทั้งเป็น กลับกลายเป็นรอยยิ้มเหยียดเยาะที่ระบายเหนือมุมปากอิ่ม พร้อมเสียงเอ่ยทักทายยียวนหากกลับบีบเค้นความรู้สึกให้คนตัวเล็กนึกอยากหยุดลมหายใจตัวเองลงในตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
“ทำไมมองหน้ากันแบบนั้นละคาเมะจัง เมื่อคืนเราอุตส่าห์ร้อนแรงกันขนาดนั้นแท้ๆ”
เพียงชั่ววินาทีที่สมองอันปวดร้าวจะสามารถประมวลผลออกมา สิ่งแรกที่เด็กหนุ่มต้องกลั้นใจทำในวินาทีนั้นคือกระชากผืนผ้าห่มซึ่งคลุมปิดกายออกสำรวจ ‘สภาพ’ ที่ไม่สามารถจินตนาการได้ เพียงเพื่อจะชะงักค้างอยู่อย่างนั้น
ภาพผิวขาวสะอาดเปื้อนเปรอะไปด้วยคราบขุ่น ร่องรอยแดงช้ำมากมายปรากฏแจ่มชัดทั่วอยู่ทั่วทุกสัดส่วนร่างกาย โดยเฉพาะรอยนิ้วมือเป็นจ้ำตามบั้นเอวและซอกขา เรียกก้อนสะอื้นให้แล่นปราดขึ้นมาค้างในลำคอ ...เช่นเดียวกับน้ำตาอุ่นๆ ที่เหมือนจะรินหลั่งออกมาอยู่ตลอดเวลา แต่ท้ายสุดแล้วก็ทำได้แค่เพียงจ้องมองร่างที่บอบช้ำของตัวเองนิ่งด้วยใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากสั่นระริก และดวงตาที่ผ่าวร้อน...
“สำรวจพอหรือยังครับ... ทำอย่างกับไม่รู้งั้นแหละว่าเกิดอะไรขึ้น ของมันเคยๆ ไม่ใช่เหรอไง” แม้น้ำเสียงนุ่มทุ้มจะแฝงไปด้วยถ้อยคำเสียดแทงให้เจ็บเจียนตาย แต่ในสถานการณ์ที่เหมือนกับโลกทั้งโลกแหลกสลายไปต่อหน้า คาซึยะกลับยังคงนั่งเหม่อลอย ...ดวงตาเรียวมองผ่านผิวขาวเนียนช้ำไปยังภาพใบหน้าหนึ่งในมโนสำนึก
...พี่โทโมะ...
ชายหนุ่มกัดริมฝีปาก ท่าทางหมดอาลัยตายอยากของร่างเบื้องหน้าสร้างความหงุดหงิดให้ระเบิดปะทุในใจจนแทบทนไม่ไหว แต่ไหนแต่ไรแล้วจินเกลียดสีหน้าแบบนี้ ...เกลียดสีหน้าที่แสดงชัดว่าเกลียดชังเขาจนไม่อยากมีชีวิตอยู่
หึ ทั้งที่ตัวเองก็ตอบสนองซะขนาดนั้น จะมาทำเป็นเศร้าอะไรมากมาย น่าหัวเราะเป็นบ้า
“...หรือจะให้รำลึกว่าเราร้อนแรงกันแค่ไหนดี... ดูท่านายจะติดใจฉันไม่น้อยนะ เมื่อคืนน่ะพร่ำเรียกฉันไม่ขาดปากรู้ตัวหรือเปล่า” แม้ใบหน้าหล่อเหลาจะมีเพียงรอยยิ้มกวนประสาทประดับชัด แต่จินกลับโยนเสื้อเชิ้ตที่เพิ่งหยิบขึ้นมาเตรียมสวมใส่ทิ้งลงกับพนักเก้าอี้ข้างๆ แล้วสาวเท้าตรงไปทิ้งตัวนั่งลงเคียงข้างร่างเล็กกว่าที่พยายามกัดฟันกระถดถอยห่าง
ริมฝีปากอิ่มกระตุกยิ้มเหี้ยม ฝ่ามือแกร่งคว้าเอวเล็กล็อคตรึงร่างบอบไว้กับตัว ก่อนใช้ปลายนิ้วแกร่งบีบเชยคางมนบังคับใบหน้าที่พยายามสะบัดหนีให้เผชิญสายตาตนเองอย่างแน่นหนา
ชายหนุ่มรู้สึกว่าร่างกายกำลังสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกบางอย่าง โดยเฉพาะเมื่อดวงตาเรียวรีแดงช้ำที่ไม่อาจเลี่ยงหนีกำลังจ้องเขม็งเข้ามายังนัยน์ตาทั้งสองข้าง ...ใบหน้าหวานที่เคยน่ารักน่าเอ็นดูซีดเซียว ริมฝีปากบางเอ่อช้ำจากสาเหตุที่เขารู้แก่ใจ หัวไหล่มนทั้งสองข้างกำลังสั่นระริก เช่นเดียวกับปลายนิ้วเล็กผอมที่ขยี้ขยำผ้าปูที่นอนแน่น
มันทำให้เขาอดโพล่งออกไปไม่ได้ว่า
“สีหน้าแบบนี้ก็เซ็กซี่ไม่หยอกนะ แค้นฉันเหรอ... ทั้งๆ ที่เมื่อคืนก็ยอมทำทุกอย่างที่ฉันต้องการแท้ๆ ...เอาน่า ก็แค่เรื่องสนุก ไม่เสียหายไม่ใช่เหรอ ...คุณหนูคาซึยะ”
“เลว... ชั้นจะไม่มีวันยอมคนอย่างนายอีกเป็นครั้งที่สอง!” เสียงหวานที่ยังคงพร่าสั่นรวบรวมเรี่ยวแรงร้องตวาดลั่น หากเรียวปากอวดดีกลับถูกแนบประกบลงด้วยริมฝีปากอิ่มของร่างเบื้องหน้าอย่างว่องไว
“อ๊ะ!!” ร่างสูงอุทานเบาเมื่อริมฝีปากถูกกัดแรงๆ ด้วยฤทธิ์ฟันซี่คมของคนตัวเล็กที่ไม่ยอมแพ้ จนหยดเลือดสีแดงฉานไหลซึม ชายหนุ่มจำต้องยินยอมละใบหน้าออกห่างดวงหน้าหวานซึ่งหอบสั่นด้วยแววตาเอาเรื่องคล้ายสุนัขจนตรอก
แต่เพียงแค่เสี้ยววินาที ร่างทั้งร่างก็โถมกระแทกกายบางจนแผ่นหลังกระแทกกับพื้นฟูกแข็ง
วินาทีที่ริมฝีปากบอบช้ำกำลังจะเผยเสียงอุทานแสดงความเจ็บปวด อันเนื่องมาจากแรงกระแทกซ้ำกายที่ร้าวระบมอยู่แล้ว ดวงตาเรียวก็ต้องเหลือกโพลงเพราะใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงประกบริมฝีปากอีกครั้งด้วยเรี่ยวแรงที่มากกว่า ขืนขัดให้คาซึยะทำได้แค่เพียงส่งเสียงครางอู้อี้ในลำคอ ร่างเล็กพยายามโยกกายหนีฝ่ามือแกร่งกว่าซึ่งบีบเฟ้นระรานร่างกายเขาไปทั่ว
“ฮึก... อื๊อออ...” รสเฝื่อนของเลือดผสมผสานกลิ่นคาวชวนคลื่นไส้ไหลรินเข้าสู่ช่องปากเล็ก เมื่อร่างเบื้องบนบีบคางมนให้เผยอริมฝีปากขึ้นรับปลายลิ้นแข็งที่แทรกเข้าสู่ภายใน
คาซึยะรู้สึกว่ากำลังจะตายให้ได้ ...เขาปวดหัว อยากอาเจียน และร้าวระบมไปทั่วกาย
ดวงตาเรียวเม้มสนิทแน่นพยายามห้ามไม่ให้น้ำตาแห่งความอ่อนแอหลั่งรินออกมา เขาได้แต่บอกตัวเองว่าจะไม่ให้มันไหลออกมาอีกแม้แต่หยดเดียว แม้ผิวที่เคยขาวสะอาดจะถูกไล้เลียให้นึกเกลียดร่างกายตัวเองแค่ไหน คาซึยะก็ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องเข้มแข็ง โดยเฉพาะในเวลาที่สัมปชัญญะมีเพียงใบหน้าหนึ่งปลอบประโลมจิตใจ
...พี่โทโมะ...
ท่ามกลางความเจ็บปวดและตื่นกลัว จู่ๆ เสียงประตูห้องนอนกระแทกเปิดดังปึงก็ฉุดกระชากสติให้ร่างเล็กลืมตาโพลง ก่อนจะชาดิกไปทั่วกายเพราะไม่เชื่อสายตากับภาพที่เห็น...
“เอ่อ........................”
ไม่ใช่เพียงแค่คาซึยะคนเดียวที่ตื่นตกใจ เจ้าของเสียงแหลมหวานผู้หลุดครางออกมาก็เช่นกัน
เขาเป็นเด็กหนุ่มแปลกหน้าเจ้าของร่างเล็กบอบบางดูน่าทะนุถนอม กำลังชะงักค้างด้วยท่วงท่าแปลกประหลาดคล้ายจิ้งจกถูกแช่เย็น เสื้อยืดสกรีนรูปมิคกี้เม้าส์เก่าๆ ยานๆ ห่างไกลจากคำว่ารสนิยมดีไปโข เพราะมันไม่ได้รับกับกางเกงยีนส์ขาดๆ สีสนิมซีดใหญ่โคร่งเกินตัวแม้แต่น้อย
แต่สิ่งหนึ่งในร่างกายผู้บุกรุกซึ่งดึงดูดสายตาคาซึยะที่สุดกลับกลายเป็นใบหน้ากลมมนหวานน่ามองเบียดบังเพียงบางส่วนด้วยลอนผมดัดอ่อนๆ สีน้ำตาลทอง
ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองหน้าคาซึยะสลับกับคนร่างสูงเบื้องบนไปมา
หากในความตกตะลึงของร่างบางทั้งสอง ชายหนุ่มผิวขาวจัดกลับยังคงใช้ริมฝีปากซุกไซ้ซอกคอเรียวอย่างไม่รู้สึกรู้สา ไม่ว่าคนใต้ร่างจะพยายามขยับกายต่อต้านด้วยเกรงสายตาตกใจระคนพรั่นพรึงที่มองจ้องมา
เขาไม่สนใจแม้แต่เสียงครางแผ่วซึ่งเอ่ยเรียกตนด้วยชื่อเล่นอันแสดงความสนิทสนมมากเกินคนรู้จักธรรมดาด้วยซ้ำ เพียงแต่หลังจากปล่อยให้คนตัวบางหน้าซีดปากสั่นพร่ำเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นานสองนาน บวกกับแรงต้านอันน้อยนิดพอให้รำคาญใจจากเจ้าของผิวหวานลิ้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มก็ยินยอมละริมฝีปากจากแผ่นอกแดงช้ำแล้วสะบัดหน้าไปจ้องเจ้าของร่างซึ่งยืนตัวแข็งขาสั่นอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางเหมือนจะไม่สามารถขยับตัวเองได้ ถ้าไม่ถูกออกปากตะเพิดดังๆ
“จะยืนดูฉันเล่นหนังสดอีกนานไหมยูยะ ถ้าอยากมากก็กลับบ้านไปหาวิดีโอดูไป! ...นายเล่นจ้องแบบนั้น เดี๋ยวเด็กฉันก็หมดอารมณ์พอดี”
กลีบปากบอบช้ำเกือบจะแผดเสียงด่าออกไปแล้วเพราะรู้ว่าคนพูดจงใจแดกดันตัวเองในช่วงท้าย หากกลับทำไม่ได้อย่างใจนึกเพราะฝ่ามือหนากว่าตวัดประกบปิดปากคนใต้ร่างแน่น “ยืนบื้ออะไรอยู่!”
“ขะ...ขะขอโทษนะพี่จิน ...ปะ...ไปเดี๋ยวนี้แหละ” เด็กหนุ่มชื่อยูยะละล่ำละลักขอโทษ ก่อนกุลีกุจอรีบหันหลังวิ่งออกมาจากห้องไปโดยไม่ยอมแม้แต่จะปิดประตูให้ด้วยซ้ำ พร้อมกับมือหนาที่ยอมปล่อยร่างเล็กเป็นอิสระ
ริมฝีปากอิ่มกระตุกยิ้มจาง ขณะลุกขึ้นสาวเท้าตรงไปคว้าเสื้อเชิ้ตสีขาวที่วางเตรียมไว้ขึ้นสวมลวกๆ อย่างใจเย็น
แม้ยอมรับว่าไม่อาจละสายตาจากภาพร่างสูงใหญ่ประดับกายด้วยอาภรณ์เรียบหรู เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าราคาแบรนด์แพงระยับ รับกับเส้นผมสีเข้มซึ่งถูกสางลวกๆ ด้วยเจลจัดแต่งทรงให้เสยไปด้านหลัง ทิ้งบางเส้นตกรู่เคลียดวงหน้าหล่อเหลา ปิดท้ายด้วยการผูกไทสีเข้มหลวมๆ พอเป็นพิธี
ร่างบอบบางยังคงทำได้เพียงกะพริบตามองคนตัวสูงสาวเท้าไปหยิบแว่นกรอบบางจากโต๊ะอ่านหนังสือข้างเตียงขึ้นสวมด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียจวนเจียนจะล้มฟุบลงไปอีกรอบ และดูเหมือนชายหนุ่มก็รู้ทันสภาพน่าสังเวชนั้น เขากระตุกยิ้มมุมปากก่อนเดินลากเท้าเข้ามาประทับรอยจูบกับริมฝีปากบางอีกครั้งราวขอค่ามัดจำ เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยคลอเคลียใบหูนุ่มชวนขนลุกยิ่งนักโดยเฉพาะในสายตา ‘เหยื่อ’ ไร้ทางหนีอย่างเจ้าของร่างบนเตียงในเวลานี้
“ฉันต้องไปทำงานแล้ว ถ้าลุกไม่ไหวก็นอนเอาแรงไปก่อน... ตอนเย็นค่อยกลับมาสานต่อกันนะครับที่รัก”
::~::~::~::~::~::~:: Slaver’s affair ::~::~::~::~::~::~::
ยามาชิตะ โทโมฮิสะสาบานได้ว่าเขาไม่เคยร้อนรุ่มในอกจนแทบระเบิดอย่างนี้มาก่อน
ปลายนิ้วเพรียวยาวพับปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ดูเหมือนจะกลายเป็นวัตถุไร้ประโยชน์ขึ้นมาในทันที หลังจากไม่สามารถใช้ติดต่อคนที่ต้องการที่สุดในตอนนี้ได้
คาซึยะยังคงปิดเครื่องตั้งแต่คืนวานจนถึงเช้าวันนี้!!
นับแค่ตั้งแต่เช้ามืดที่ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาเพื่อเข้าโรงฝึกยูโดตามกิจวัตรตอนตีห้า จนถึงตอนนี้เวลาจวนเจียนล่วงเข้าประชุมเช้าช่วงเก้าโมง ...โทโมฮิสะโทรเบ็ดเสร็จร่วมยี่สิบครั้งเข้าไปแล้ว!!
ดวงหน้าคมหวานสะบัดแรงๆ จนผมดำสนิทระกระจาย
ชายหนุ่มหลับตารวบรวมสมาธิอีกครั้งอยากยากเย็น ฝ่ามือเพรียวเก็บโทรศัพท์สีเงินลงในกระเป๋ากางเกง ก่อนลุกก้าวเดินผลักประตูห้องออกไปยังโถงทางเดินภายนอกเพื่อตรงไปยังห้องประชุมซึ่งใช้พื้นที่ของตัวอาคารชั้นรองสูงสุด หรือพูดง่ายๆ ว่าอยู่ถัดจากห้องทำงานเขาลงไปหนึ่งฟลอร์
ร่างโปร่งผงกศีรษะเป็นเชิงบอกกล่าวเลขาสาวหน้าห้อง ขณะสาวท้าวตรงไปยังลิฟต์ประจำตัวด้วยใบหน้าเรียบนิ่งตรงข้ามกับในใจที่ร้อนระอุ
ยามาชิตะ โทโมฮิสะไม่รู้สักนิดเลยว่าเพียงแค่ชั่ววินาทีที่เขาปิดโทรศัพท์มือถือ ร่างเปล่าเปลือยของใครอีกคนจะกำลังนั่งสะอื้นจนตัวโยน ดวงหน้าหวานยังคงแนบหูโทรศัพท์บ้านแบบไร้สายกับใบหู แม้รู้ว่าไม่สามารถติดต่อเจ้าของหมายเลขที่ป้อนลงไปเป็นครั้งที่สาม เพียงเพื่อจะได้ยินข้อความบันทึกเสียงอัตโนมัติจากเจ้าของเสียงทุ้ม ...เสียงที่ร่างเล็กหลงใหลและโหยหายิ่งกว่าใคร
ฝ่ามือน้อยค่อยๆ ปล่อยให้หูโทรศัพท์หล่นลงกระแทกพื้น รอยยิ้มอ้างว้างระบายเหนือดวงหน้าเศร้าสร้อย ก่อนฝ่ามือไร้เรี่ยวแรงทั้งสองข้างจะโอบรวบกายสกปรกโสโครกของตัวเองเอาไว้แน่น พร้อมกับเสียงสะอื้นให้แสนแผ่วเบา
::~::~::~::~::~::~:: Slaver’s affair ::~::~::~::~::~::~::
ตามธรรมเนียมการประชุมประจำฤดูกาลของผู้กุมอำนาจมืดสองพรรคใหญ่แห่งภาคพื้นคันโต อันว่าด้วย มังกรดำ และพยัคฆ์ขาว จะถูกจัดขึ้นทีละพรรคโดยสลับฤดูกาลกันไปเรื่อยๆ โดยแต่ละพรรคจะจัดการประชุมโดยรวบรวมบุคคลสำคัญของพรรคฝ่ายตนมานั่งประจำที่ในโต๊ะตัวยาวประมาณ 20 คน ซึ่งจะนำข่าวสารและสถานการณ์ของพรรค รวมถึงผลประกอบการ และสถานะล่าสุดของพรรคมารายงานและอภิปรายเพื่อหาแนวทางการบริหารแก่บอสใหญ่ แต่จุดสำคัญไม่ได้อยู่ในประเด็นที่กล่าวมา เนื่องจากตามธรรมชาติแล้ว สองขั้วอำนาจล้วนขัดแย้งและไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้ แต่เนื่องจากทั้งสองต่างได้รับบทเรียนแห่งการสูญเสียซึ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งอันรุนแรงเมื่อสองปีก่อน ทำให้ทั้งสองฝ่ายจำยอมต้องจับมือกันโดยซุกซ่อนความเกลียดชังไว้เบื้องหลัง
ตามกฎกติกาที่ว่าเมื่อมีการประชุมพรรคประจำฤดูกาลจัดขึ้นที่พรรคใด อีกฝ่ายจะต้องส่ง ‘ตัวแทน’ ไปร่วมกรประชุมนั้น เพื่อแสดงถึงความ ‘เป็นมิตร’ และทำหน้าที่ในฐานะ ‘สายส่งข่าวแบบเปิดเผย’ แก่พรรคตนเพื่อทราบความเป็นไปของคู่แข่ง
เรียกว่า ...ได้และสูญเสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
และในฤดูกาลนี้ ...พยัคฆ์ขาวก็ส่งชื่อ ‘เด็กใหม่’ ของแก๊งมา ‘คารวะ’ นายใหญ่แห่งมังกรดำ เพื่อสืบสานข้อตกลงดังกล่าว
สมาชิกใหม่ของพยัคฆ์ขาวคนที่ว่า มีชื่อว่า อาคานิชิ จิน
ลำคอที่เชิดนิ่ง ส่งผลให้ดวงหน้าหวานหล่อเหลาแลดูโอหัง รับกับรอยยิ้มมุมปากที่แค่นระบายประดับ บวกกับท่วงท่ายโสชวนหมั่นไส้ ส่งผลให้ผู้มาเยือนร่างสูงใหญ่ตกเป็นเป้าสายตาสมาชิกอาวุโสทุกคนของพรรคมังกรดำ ซึ่งพากันนั่งรายล้อมโต๊ะประชุมรูปวงรีสีดำสนิท
ท่ามกลางสรรพเสียงจ้อกแจ้กจอแจไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบที่กลายเป็นเงียบงัน อาคานิชิ จินย่างเท้าก้าวผ่านประตูกระจกอัตโนมัติเข้ามายืนนิ่งเบื้องหน้าโต๊ะประชุมยาว ณ ฟากตรงข้ามที่หันเผชิญกับประธานการประชุมพอดิบพอดี
ในวินาทีที่ดวงตาคู่คมสบมองใบหน้าคมหวานของนายใหญ่พรรค ‘มังกรดำ’ ชายหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงความรุ่มร้อนในหัวใจ ...ดวงตากลมโตคู่นั้น ...ดวงตาที่แฝงไว้ด้วยแววเหี้ยมเกรียมลึกๆ หากในยามนี้กลับแลเหม่อลอยคล้ายตกอยู่ในห้วงฝัน ก่อนเสียงกระแอมจากลำคอผู้มาเยือนจะดังขึ้นในชั่ววินาทีทีใบหน้าคมหวานเงยขึ้นจ้องสบตา
แววอ่อนไหวในดวงตามลายหายกลายเป็นดุดันระคนเหี้ยมเกรียมขึ้นมาฉับพลัน แม้จากฟากตรงข้ามจินก็ยังสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ฝ่ามือเพรียวข้างหนึ่งกำลังกุมวัตถุทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กในกระเป๋ากางเกงแน่น
และถ้าให้เดา คนหัวไวอย่างเขาคงตอบได้อย่างฉะฉานว่ามันคือ โทรศัพท์มือถือ...
ริมฝีปากอิ่มได้รูปกระตุกยิ้มหยัน ขณะทิ้งกายลงนั่งกับเก้าอี้เบาะเนื้อนุ่ม ดวงตาทั้งสองข้างยังคงจับจ้องเจ้าของดวงหน้าหวานผู้เงยคอขึ้นจ้องกลับแน่วนิ่งไม่คลาย ท่ามกลางสายตาไม่พอใจของบรรดาเหล่าสมาชิกมังกรดำอาวุโส เนื่องจากอาคันตุกะหนึ่งเดียวจากพรรคคู่แข่งยังไม่ได้เอ่ยแสดงความเคารพกับบอสของพวกเขาตามธรรมเนียมมารยาท
ทว่าตัวแทนจากพยัคฆ์ขาวกลับไม่ใส่ใจแมลงเม่าน่ารำคาญพวกนั้น โดยเฉพาะเมื่อยามนัยน์ตายั่วเย้ากวนประสาท สบเขม็งกับดวงตาคู่คม ริมฝีปากอิ่มก็ขมุบขมิบน้อยๆ ราวเอ่ยถามประโยคซึ่งผุดขึ้นมาในจิตใจออกไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้
‘ถ้าฉันเดาไม่ผิด นายกำลังรอโทรศัพท์จากคนสำคัญอยู่ใช่ไหมล่ะ ...โทโมะ ...แต่เสียใจด้วยนะ ดูเหมือนตอนนี้แค่แรงจะลุกจากเตียงคุณหนูคนนั้นยังแทบจะไม่มีเลย’
ความพึงพอใจในภาพจินตนาการย้อนถึงกายเล็กบางยามเมื่อสั่นไหวยู่ใต้ร่าง รอยยิ้มกริ่มก็คลี่ประดับเหนือมุมปากอิ่มอีกครั้ง แม้รู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายไม่สามารถล่วงรู้ความคิดในใจตนได้ แต่ใบหน้าบอสใหญ่ของมังกรดำในตอนนี้ ก็ทำให้เขานึกถึงชายหนุ่มหน้าตาคมหวานเข้มแฝงรอยยิ้มน้อยๆ ในแววตาอ่อนโยนบนรูปถ่ายใบน้อยของร่างในอ้อมกอดยามรัตติกาล แล้วพานให้อดนึกขอบคุณความบังเอิญอันแสนเย้ายวน พร้อมกับนึกสุขสมไปด้วยความสาแก่ใจไม่ได้
ไม่เสียแรงจริงๆ ที่เมื่อวานทะเลาะกับศาสตราจารย์โอกาดะจนประท้วงเงียบด้วยการเดินออกจากห้องวิจัยหน้าตาเฉย เพราะไม่อย่างนั้น... ‘โชคดี’ คงไม่เดินเข้ามาหาเขาด้วยตัวเองแบบนี้
อ้อ คงต้องไม่ลืมขอบคุณชายหนุ่มแปลกหน้าเจ้าของเหล้าผสมยา... แก้วนั้นด้วย ไม่อย่างนั้น เขาคงทิ้งโอกาสดีๆ อย่างนี้หลุดมือเพราะมัวแต่คิดถึงคำว่า ‘สุภาพบุรุษ’ ไปแล้วแน่ๆ
ชายหนุ่มยอมรับว่าไม่ใช่เพราะสาแก่ใจที่ได้หยามบอสใหญ่แห่ง ‘มังกรดำ’ อย่างไม่รู้ตัวเพียงอย่างเดียวหรอก
เพราะความน่ารัก ‘ไร้เดียงสา’ ของร่างนุ่มนั่นก็มอบความสุขแก่เขาไม่น้อย แม้เสียงครางแว่วหวานจะร้องเพรียกหาเพียงชายหนุ่มเจ้าของดวงตาเฉี่ยวคมเบื้องหน้านี้ก็ตาม
โชคชะตากำลังเล่นตลก ...หยิบยื่นโอกาสมาให้เขาแล้ว
ชายหนุ่มบอกตัวเองว่า... ในที่สุด เวลาแห่งการเอาคืนก็มาถึงสักที!!
ดวงตากลมโตหากคมกริบของยามาชิตะ โทโมฮิสะกำลังปรายตามองเขาด้วยอารมณ์หวาดระแวงภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
เพียงแค่ถ้อยแจ้งจากนายใหญ่พยัคฆ์ขาวอย่างเจ้าหนูยามาดะ เรียวสุเกะ ไม่สามารถทำให้โทโมฮิสะเชื่อว่า เจ้าของท่วงท่าหยิ่งผยองในวันนี้อยู่ในสถานะเพียงแค่สมาชิกใหม่ของพรรคพยัคฆ์ขาว
เพียงแต่ข้อสงสัยของโทโมฮิสะไม่ได้มาจากอากัปกิริยาผยองยโส หากแต่มาจากแววแน่วนิ่ง เยือกเย็นในดวงตาคมคู่นั้น แววตาที่ซุกซ่อนความเหี้ยมโหดเอาไว้ภายใต้ความงดงามชวนมอง
ดวงตาที่แสดงว่าท้าทายเขาอย่างชัดแจ้ง!!
ตึง!!
ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่า ‘มังกรดำ’ ตำแหน่งสูงที่เข้าร่วมประชุม เรียวขายาวแข็งแรงทั้งสองข้างของผู้มาเยือนก็ตวัดยกขึ้นก่อนวางพาดยาวลงกับพื้นโต๊ะเรียบเย็นด้วยท่วงท่าวางไขว้ ชี้ปลายรองเท้าหนังด้านสีดำสนิทตรงไปยังใบหน้าประธานการประชุม ที่เพียงเลิกคิ้วตอบรับท่าทางโอหังของชายหนุ่มรูปงาม เจ้าของดวงตาคมที่ยักคิ้วให้ในเชิงท้าทาย
โทโมฮิสะผายมือแทนคำสั่งปรามเหล่าสมาชิกพรรคที่ตอนนี้ต่างนั่งไม่ติดที่ เพราะต่างคนต่างเตรียมกระโจนเข้าจัดการกับ ‘เด็กใหม่ไร้กาลเทศะของพยัคฆ์ขาว’ ให้หลาบจำ
“ช่างเถอะ ฉันไม่ถือ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบนิ่ง ดวงตากลมโตกริบปรายจ้องดวงหน้าหวานหล่อเหลาเขม็งด้วยสายตาเหี้ยมเกรียมราวกับสามารถฆ่าคนได้ในวินาทีนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มในสถานะหนึ่งในสมาชิกพยัคฆ์ขาวกระตุกยิ้มมุมปากด้วยความทึ่งแกมหยันเยาะ คือริมฝีปากอิ่มได้รูปที่จงใจกล่าวต่อให้เขาเห็นเพียงคนเดียวด้วยภาษาไร้เสียงว่า ‘...นายคนใหม่ของพยัคฆ์ขาว’
หึ ...เก่งจริงๆ มองปราดเดียวก็ดูออก สมแล้วที่เป็นยามาชิตะ โทโมฮิสะ ...ฉลาดสมค่ำร่ำลือจริงๆ
คงต้องยอมรับแล้วสินะว่า การยอมบากหน้ามาฐานใหญ่ของพวกมันในวันนี้ คุ้มค่ากับเวลาสำหรับงานวิจัยที่เสียไปจริงๆ อย่างนี้คงต้องขอบคุณยามะจังสักหน่อย
ชายร่างสูงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ แม้ว่าเหล่าสมาชิกมังกรดำจะเริ่มต้นอภิปรายความเป็นไปของสาขา และกิจการต่างๆ ที่ผ่านมาในรอบครึ่งปี ต่อเนื่องกับการต่อประเด็นถกเถียงถึงความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ และวงจรธุรกิจใต้ดินกันอย่างดุเดือด โดยผู้เป็นนายเพียงแค่นั่งพยักหน้ารับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ยามาชิตะฉลาดเพราะรู้จักแสดงความรู้สึกผ่านทางแววตา
...แต่ถึงอย่างไร สำหรับจินแล้วมันก็ยังคงเป็นความฉลาดที่น่าสมเพชอยู่ดี
จินสบสายตาคู่คมเขม็ง ก่อนยักคิ้วให้อย่างท้าทาย ร่างสูงใหญ่นั่งเอนหลังเชิดคอนิ่ง ปล่อยให้การประชุมใหญ่หนึ่งในสองของรอบปีของกลุ่มอำนาจคู่แข่งดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีอะไรผิดแผกไปจากการคาดการณ์ของเขาแม้แต่นิด
เป็นครั้งแรกที่จินนึกถึงกติกาสมานฉันท์ปัญญาอ่อนที่สองศัตรูตัวฉกาจร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อป้องกันเหตุการณ์สูญเสียนองเลือดเหมือนเมื่อครั้งสองปีที่แล้ว ...เมื่อครั้งที่พี่ชายจากไปตลอดกาลด้วยน้ำมือของมันสักคนในกลุ่มมังกรดำ. เมื่อครั้งเวลาที่เขาตัดสินใจก้าวเข้ามาในวงการที่ไม่เคยคิดแม้จะรับรู้ความเป็นไป ด้วยความต้องการเพียงแค่...
ล้างแค้น
::~::~::~::~::~::~:: Slaver’s affair ::~::~::~::~::~::~::
เวลาช่วงเช้าผ่านไปพร้อมกับการประชุมที่ดำเนินมาถึงบทสรุป
ใบหน้าคมหวานของโทโมฮิสะยังคงเรียบเฉย เขาผงกศีรษะให้กับเหล่าลูกน้องที่เริ่มขอตัวทยอยเดินออกไปจากห้องโถงกว้างเพื่อสะสางงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบต่อ ในตอนนี้จึงมีเพียงสมาชิกอาวุโสสองสามคนยืนห้อมล้อมรอบกายโปร่งเพรียวในสูทสีขาวครีมตัดกับเชิ้ตดำเข้มรับกับเรือนผมเรียบลู่สีนิลเงา ซึ่งลุกขึ้นยืนล้วงมือกับกระเป๋ากางเกง ขณะแย้มรอยยิ้มให้กับเหล่าผู้แสดงเจตจำนงต้องการสนทนาอย่างเป็นส่วนตัวกับเขา
ดวงตากลมโตแฝงแววประหลาดใจเล็กน้อย เมื่ออาคันตุกะร่างสูงใหญ่เดินตรงมาค้อมศีรษะให้ด้วยท่วงท่านอบน้อม เพียงแต่ในเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ก้องกังวานเข้าสู่ทุกพื้นที่ในโสตประสาท ส่งผลให้โทโมฮิสะจ้องใบหน้าท้าทายของอีกฝ่ายด้วยสายตาขมึงเกร็ง
“...แย่จัง ดูเหมือนผมจะยังไม่ได้บอกยามาชิตะซังสินะครับว่า ...คุณหนูคาซึยะของคุณ นอกจากจะน่ารักแล้วยังหวานกว่าที่คิดเสียด้วย”
อารามตกตะลึงส่งผลให้ร่างเพรียวชะงักค้างชั่ววินาที ความปั่นป่วนทรมานพุ่งพล่านขึ้นไหลเวียนทั่วกระแสเลือดในกาย
ชายหนุ่มพยายามระงับอารมณ์โกรธเขี้ยวที่กำลังจะระเบิดทุกเมื่อลงใต้ดวงหน้าเรียบนิ่ง โทโมฮิสะกำลังจะอ้าปากเอ่ยถามด้วยแสร้งไม่เข้าใจ แม้จะรู้ความหมายของสารนั้นแก่ใจลึกๆ แต่เขาก็ต้องการคำยืนยัน
หากถ้อยคำที่อีกฝ่ายจงใจเอ่ยดักคอขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับจะย้ำความหมายก่อนหน้ายิ่งสร้างความเดือดดาลจนทนไม่ไหว
“แต่คุณคงไม่รู้สินะครับ ...ก็ยังไม่เคยชิมนี่นา”
ผัวะ!!!
เสียงกำปั้นหนักๆ พุ่งกระแทกเข้าเนื้อแก้มนิ่ม แรงมหาศาลส่งผลให้ร่างสูงใหญ่เซถลาล้มทรุดลงนั่งกองกับพื้นพรม เพียงแต่ใบหน้าหล่อเหลายังคงเงยขึ้นแย้มรอยยิ้มท้าทาย ไม่สนใจหยาดเลือดแดงสดที่เริ่มรินหลั่งจากมุมปากอิ่ม
ซ้ำรอยกัดเมื่อเช้าพอดีเลยนะ
เขานึกอย่างประชดประชัน ก่อนใช้เรียวลิ้นตวัดเลียซับของเหลวรสคาวเค็มเข้าสู่ริมฝีปาก ปลายนิ้วเพรียวแกร่งลูบผิวแก้มช้ำเขียวช้าๆ ราวพิจารณาถึงขอบเขตความเสียหาย ดวงตาคมสบนัยน์ตากลมโตนิ่ง ร่างเพรียวหากสมส่วนรับกับดวงหน้าคมหวานกำลังสั่นเทิ้มราวกับพยายามสกัดกลั้นความโกรธเกรี้ยวไม่ให้เล็ดลอดออกมามากไปกว่านี้
แต่ที่น่าสมเพชยิ่งกว่าในสายตาของจินคือเหล่าลูกน้องลูกขุนพลอยพยักที่รีบรี่เข้ามายืนล้อมกรอบเขาไว้ราวกับกลัวว่าจะชิ่งหนี
ปัญญาอ่อนได้ขนาดนี้!
น่าสงสารยามาชิตะจริงๆ ที่ต้องถูกรายล้อมด้วยคนจำพวกนี้
แม้จะคิดอย่างนั้น แต่จินก็ยังคงเลือกจะกระตุกรอยยิ้มมุมปาก ถ้อยคำราบเรียบเร้นความหมายหลุดจากลำคอด้วยน้ำเสียงเหยียดเยาะ
“แล้วผมจะคืนให้ก็แล้วกัน ...แต่ต้องหลังจากเบื่อแล้วนะ”
ก่อนใครจะคาดคิด ร่างเพรียวของโทโมฮิสะก็ปราดพุ่งเข้ากระชากคอเสื้อเจ้าของคำพูดท้าทายทีเล่นทีจริง กระชากเข้าหาตัวด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล... คิ้วเข้มขมวดเกร็ง เช่นเดียวกับเรียวคางแหลมที่กัดกรามกรอดจนขึ้นสัน
ภาพเบื้องหน้าทำให้บรรดาลูกน้องคนสนิทที่เพิ่งวิ่งผ่านประตูกระจกเข้ามาต่างถือวิสาสะเข้ารวบรั้งร่างเพรียวของนายใหญ่หน้าหวานออกห่างจากอาคันตุกะหนุ่มผู้กัดฟัน ยกมือขึ้นลูบคำคอเขียวช้ำขณะหอบหายใจถี่ๆ เรียกอากาศกลับสู่ร่างกาย
เจ็บตัวแต่สะใจเป็นบ้า!
“อย่าใช้แต่อารมณ์สิครับ ก็แค่เด็กน่ารำคาญในสายตาคุณไม่ใช่เหรอไง ผมบอกแล้วไงว่าเอาไว้ผมจะพามาคืน แต่เอ๊ะ! ไม่ได้ล่ามเอาไว้ ...ท่าทางตื่นกลัวซะขนาดนั้น ไม่รู้จะหนีเตลิดไปไหนแล้วเหมือนกันนะเนี่ย”
จินอยากระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ เพราะในยามนี้ใบหน้าที่เคยเรียบขรึมเป็นนิจของยามาชิตะไม่เหลือเค้าแบบที่ว่าเลยสักนิด
เขายักคิ้วตอบสายตาอาฆาตที่จ้องเขม็งมา... ก่อนยันกายลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เมื่อร่างผอมของอีกฝ่ายสะบัดปัดฝ่ามือหวังดีจากลูกน้องร่างสูงทิ้งอย่างไม่ใยดี แล้วหันหลังวิ่งผลุนผลันออกจากห้องประชุมไปด้วยใบหน้าร้อนรน
โธ่เอ๋ย... น่าสงสารจริงๆ โทโมะจัง ...แค่แรงลุกจากเตียงเด็กคนนั้นยังไม่รู้จะเอาจากไหนเลย แล้วนายคิดว่าจะหาคุณหนูคาซึยะที่รักเจอง่ายๆ ได้ยังไงกันล่ะ
To be Continue.






