2010/Nov/26

Slaver’s Affair :: 2







ลำแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณสว่างจัดจ้าสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรือนเปลือยซึ่งวางตัวยาวพาดทั้งความยาวของพื้นผนัง ก่อนลอดเข้าสู่ดวงตาเรียวซึ่งพรมปิดด้วยแพขนตาดกหนาของร่างเล็กบอบบาง ซึ่งยังคงนอนคุดคู้อยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนา




“อือ...” คาเมนาชิ คาซึยะครางแผ่วเบา แม้สัมปชัญญะจะเริ่มคืนกลับมาแล้วก็จริง หากดวงหน้าหวานยังคงซบนิ่งอยู่กับความอ่อนนุ่มของหมอนใบใหญ่ ร่างเล็กอันบอบช้ำหากเจ้าตัวกลับยังไม่สามารถระลึกถึงที่มาของอาการเจ็บร้าวแสนทรมานได้นั้นไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆ สติซึ่งกำลังตื่นตัวพยายามรวบรวมภาพความทรงจำจากค่ำคืนที่ผ่านมาเพื่อประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ ท่ามกลางความเจ็บปวดที่กำแทรกซ่านทั่วกาย ความรู้สึกปวดทรมานในหัวคล้ายกะโหลกศีรษะจะระเบิด ไม่นับความรู้สึกอยากอาเจียนที่ปั่นป่วนมวนไปทั่วท้องน้อย สิ่งซึ่งคละเคล้าความทรมานทั้งหมดมีเพียงความปวดเมื่อยซึ่งร่างของคาซึยะไม่รู้ว่ามันมาจากไหน




หากจากความฝันอันลางเลือนเด็กหนุ่มจำได้เพียงอ้อมกอดร้อนแรงและเอาแต่ใจของพี่โทโมะ


เรียกว่าฝันดีสินะ






ร่างเล็กรู้สึกตัวตื่นจากนิทราหากไม่อยู่ในสภาพจะลืมตาพลิกกายลุกขึ้นได้ตามสภาวะปกติ


เพียงแค่ขยับปลายเท้า ยังเจ็บร้าวขึ้นมาถึงกระดูกไขสันหลังจนหยาดน้ำตาเล็ดซึมออกมากับแพขนตาที่ปิดสนิท
ชวนให้ตงิดใจเหลือเกินว่าค่ำคืนที่ผ่านมาอาจไม่ใช่เพียงความฝัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประสาทรับรู้เริ่มสัมผัสได้ถึงความแปลกของสภาวะแวดล้อมที่ห้อมล้อมทั่วกาย...



ความแข็งตึงของฟูกต่างจากเตียงนอนอันอ่อนนุ่ม ความหนาหนักของผืนผ้าห่ม และสัมผัสแปลกแยกของหมอนหนุน... ที่นี่ไม่ใช่ห้องของเขา!!





พี่โทโมะ!!!



ดวงตาเรียวรีกระพริบถี่ก่อนเปิดโพลงขึ้นในฉับพลัน หากภาพที่เห็นเบื้องหน้ากลับทำให้ร่างเล็กชาดิกไปทั้งกาย


ร่างสูงใหญ่เจ้าของใบหน้าหวานหล่อเหลากำลังรูดซิปกางเกงแสล็คสีดำสนิทด้วยท่วงท่าสบายๆ หากกายส่วนบทกลับเปล่าเปลือยอวดความงดงามของกล้ามเนื้อสวยได้รูปและผิวกายสีเข้ม หากสิ่งซึ่งกระชากหัวใจดวงน้อยซึ่งเต้นระรัวอยู่ใต้แผ่นอกบางออกไปทั้งเป็น กลับกลายเป็นรอยยิ้มเหยียดเยาะที่ระบายเหนือมุมปากอิ่ม พร้อมเสียงเอ่ยทักทายยียวนหากกลับบีบเค้นความรู้สึกให้คนตัวเล็กนึกอยากหยุดลมหายใจตัวเองลงในตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด


“ทำไมมองหน้ากันแบบนั้นละคาเมะจัง เมื่อคืนเราอุตส่าห์ร้อนแรงกันขนาดนั้นแท้ๆ”






เพียงชั่ววินาทีที่สมองอันปวดร้าวจะสามารถประมวลผลออกมา สิ่งแรกที่เด็กหนุ่มต้องกลั้นใจทำในวินาทีนั้นคือกระชากผืนผ้าห่มซึ่งคลุมปิดกายออกสำรวจ ‘สภาพ’ ที่ไม่สามารถจินตนาการได้ เพียงเพื่อจะชะงักค้างอยู่อย่างนั้น




ภาพผิวขาวสะอาดเปื้อนเปรอะไปด้วยคราบขุ่น ร่องรอยแดงช้ำมากมายปรากฏแจ่มชัดทั่วอยู่ทั่วทุกสัดส่วนร่างกาย โดยเฉพาะรอยนิ้วมือเป็นจ้ำตามบั้นเอวและซอกขา เรียกก้อนสะอื้นให้แล่นปราดขึ้นมาค้างในลำคอ ...เช่นเดียวกับน้ำตาอุ่นๆ ที่เหมือนจะรินหลั่งออกมาอยู่ตลอดเวลา แต่ท้ายสุดแล้วก็ทำได้แค่เพียงจ้องมองร่างที่บอบช้ำของตัวเองนิ่งด้วยใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากสั่นระริก และดวงตาที่ผ่าวร้อน...




“สำรวจพอหรือยังครับ... ทำอย่างกับไม่รู้งั้นแหละว่าเกิดอะไรขึ้น ของมันเคยๆ ไม่ใช่เหรอไง” แม้น้ำเสียงนุ่มทุ้มจะแฝงไปด้วยถ้อยคำเสียดแทงให้เจ็บเจียนตาย แต่ในสถานการณ์ที่เหมือนกับโลกทั้งโลกแหลกสลายไปต่อหน้า คาซึยะกลับยังคงนั่งเหม่อลอย ...ดวงตาเรียวมองผ่านผิวขาวเนียนช้ำไปยังภาพใบหน้าหนึ่งในมโนสำนึก


...พี่โทโมะ...




ชายหนุ่มกัดริมฝีปาก ท่าทางหมดอาลัยตายอยากของร่างเบื้องหน้าสร้างความหงุดหงิดให้ระเบิดปะทุในใจจนแทบทนไม่ไหว แต่ไหนแต่ไรแล้วจินเกลียดสีหน้าแบบนี้ ...เกลียดสีหน้าที่แสดงชัดว่าเกลียดชังเขาจนไม่อยากมีชีวิตอยู่



หึ ทั้งที่ตัวเองก็ตอบสนองซะขนาดนั้น จะมาทำเป็นเศร้าอะไรมากมาย น่าหัวเราะเป็นบ้า





“...หรือจะให้รำลึกว่าเราร้อนแรงกันแค่ไหนดี... ดูท่านายจะติดใจฉันไม่น้อยนะ เมื่อคืนน่ะพร่ำเรียกฉันไม่ขาดปากรู้ตัวหรือเปล่า” แม้ใบหน้าหล่อเหลาจะมีเพียงรอยยิ้มกวนประสาทประดับชัด แต่จินกลับโยนเสื้อเชิ้ตที่เพิ่งหยิบขึ้นมาเตรียมสวมใส่ทิ้งลงกับพนักเก้าอี้ข้างๆ แล้วสาวเท้าตรงไปทิ้งตัวนั่งลงเคียงข้างร่างเล็กกว่าที่พยายามกัดฟันกระถดถอยห่าง




ริมฝีปากอิ่มกระตุกยิ้มเหี้ยม ฝ่ามือแกร่งคว้าเอวเล็กล็อคตรึงร่างบอบไว้กับตัว ก่อนใช้ปลายนิ้วแกร่งบีบเชยคางมนบังคับใบหน้าที่พยายามสะบัดหนีให้เผชิญสายตาตนเองอย่างแน่นหนา





ชายหนุ่มรู้สึกว่าร่างกายกำลังสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกบางอย่าง โดยเฉพาะเมื่อดวงตาเรียวรีแดงช้ำที่ไม่อาจเลี่ยงหนีกำลังจ้องเขม็งเข้ามายังนัยน์ตาทั้งสองข้าง ...ใบหน้าหวานที่เคยน่ารักน่าเอ็นดูซีดเซียว ริมฝีปากบางเอ่อช้ำจากสาเหตุที่เขารู้แก่ใจ หัวไหล่มนทั้งสองข้างกำลังสั่นระริก เช่นเดียวกับปลายนิ้วเล็กผอมที่ขยี้ขยำผ้าปูที่นอนแน่น
มันทำให้เขาอดโพล่งออกไปไม่ได้ว่า


“สีหน้าแบบนี้ก็เซ็กซี่ไม่หยอกนะ แค้นฉันเหรอ... ทั้งๆ ที่เมื่อคืนก็ยอมทำทุกอย่างที่ฉันต้องการแท้ๆ ...เอาน่า ก็แค่เรื่องสนุก ไม่เสียหายไม่ใช่เหรอ ...คุณหนูคาซึยะ”





“เลว... ชั้นจะไม่มีวันยอมคนอย่างนายอีกเป็นครั้งที่สอง!” เสียงหวานที่ยังคงพร่าสั่นรวบรวมเรี่ยวแรงร้องตวาดลั่น หากเรียวปากอวดดีกลับถูกแนบประกบลงด้วยริมฝีปากอิ่มของร่างเบื้องหน้าอย่างว่องไว




“อ๊ะ!!” ร่างสูงอุทานเบาเมื่อริมฝีปากถูกกัดแรงๆ ด้วยฤทธิ์ฟันซี่คมของคนตัวเล็กที่ไม่ยอมแพ้ จนหยดเลือดสีแดงฉานไหลซึม ชายหนุ่มจำต้องยินยอมละใบหน้าออกห่างดวงหน้าหวานซึ่งหอบสั่นด้วยแววตาเอาเรื่องคล้ายสุนัขจนตรอก




แต่เพียงแค่เสี้ยววินาที ร่างทั้งร่างก็โถมกระแทกกายบางจนแผ่นหลังกระแทกกับพื้นฟูกแข็ง






วินาทีที่ริมฝีปากบอบช้ำกำลังจะเผยเสียงอุทานแสดงความเจ็บปวด อันเนื่องมาจากแรงกระแทกซ้ำกายที่ร้าวระบมอยู่แล้ว ดวงตาเรียวก็ต้องเหลือกโพลงเพราะใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงประกบริมฝีปากอีกครั้งด้วยเรี่ยวแรงที่มากกว่า ขืนขัดให้คาซึยะทำได้แค่เพียงส่งเสียงครางอู้อี้ในลำคอ ร่างเล็กพยายามโยกกายหนีฝ่ามือแกร่งกว่าซึ่งบีบเฟ้นระรานร่างกายเขาไปทั่ว






“ฮึก... อื๊อออ...” รสเฝื่อนของเลือดผสมผสานกลิ่นคาวชวนคลื่นไส้ไหลรินเข้าสู่ช่องปากเล็ก เมื่อร่างเบื้องบนบีบคางมนให้เผยอริมฝีปากขึ้นรับปลายลิ้นแข็งที่แทรกเข้าสู่ภายใน




คาซึยะรู้สึกว่ากำลังจะตายให้ได้ ...เขาปวดหัว อยากอาเจียน และร้าวระบมไปทั่วกาย


ดวงตาเรียวเม้มสนิทแน่นพยายามห้ามไม่ให้น้ำตาแห่งความอ่อนแอหลั่งรินออกมา เขาได้แต่บอกตัวเองว่าจะไม่ให้มันไหลออกมาอีกแม้แต่หยดเดียว แม้ผิวที่เคยขาวสะอาดจะถูกไล้เลียให้นึกเกลียดร่างกายตัวเองแค่ไหน คาซึยะก็ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องเข้มแข็ง โดยเฉพาะในเวลาที่สัมปชัญญะมีเพียงใบหน้าหนึ่งปลอบประโลมจิตใจ


...พี่โทโมะ...







ท่ามกลางความเจ็บปวดและตื่นกลัว จู่ๆ เสียงประตูห้องนอนกระแทกเปิดดังปึงก็ฉุดกระชากสติให้ร่างเล็กลืมตาโพลง ก่อนจะชาดิกไปทั่วกายเพราะไม่เชื่อสายตากับภาพที่เห็น...






“เอ่อ........................”



ไม่ใช่เพียงแค่คาซึยะคนเดียวที่ตื่นตกใจ เจ้าของเสียงแหลมหวานผู้หลุดครางออกมาก็เช่นกัน

เขาเป็นเด็กหนุ่มแปลกหน้าเจ้าของร่างเล็กบอบบางดูน่าทะนุถนอม กำลังชะงักค้างด้วยท่วงท่าแปลกประหลาดคล้ายจิ้งจกถูกแช่เย็น เสื้อยืดสกรีนรูปมิคกี้เม้าส์เก่าๆ ยานๆ ห่างไกลจากคำว่ารสนิยมดีไปโข เพราะมันไม่ได้รับกับกางเกงยีนส์ขาดๆ สีสนิมซีดใหญ่โคร่งเกินตัวแม้แต่น้อย



แต่สิ่งหนึ่งในร่างกายผู้บุกรุกซึ่งดึงดูดสายตาคาซึยะที่สุดกลับกลายเป็นใบหน้ากลมมนหวานน่ามองเบียดบังเพียงบางส่วนด้วยลอนผมดัดอ่อนๆ สีน้ำตาลทอง
ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองหน้าคาซึยะสลับกับคนร่างสูงเบื้องบนไปมา



หากในความตกตะลึงของร่างบางทั้งสอง ชายหนุ่มผิวขาวจัดกลับยังคงใช้ริมฝีปากซุกไซ้ซอกคอเรียวอย่างไม่รู้สึกรู้สา ไม่ว่าคนใต้ร่างจะพยายามขยับกายต่อต้านด้วยเกรงสายตาตกใจระคนพรั่นพรึงที่มองจ้องมา



เขาไม่สนใจแม้แต่เสียงครางแผ่วซึ่งเอ่ยเรียกตนด้วยชื่อเล่นอันแสดงความสนิทสนมมากเกินคนรู้จักธรรมดาด้วยซ้ำ เพียงแต่หลังจากปล่อยให้คนตัวบางหน้าซีดปากสั่นพร่ำเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นานสองนาน บวกกับแรงต้านอันน้อยนิดพอให้รำคาญใจจากเจ้าของผิวหวานลิ้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มก็ยินยอมละริมฝีปากจากแผ่นอกแดงช้ำแล้วสะบัดหน้าไปจ้องเจ้าของร่างซึ่งยืนตัวแข็งขาสั่นอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางเหมือนจะไม่สามารถขยับตัวเองได้ ถ้าไม่ถูกออกปากตะเพิดดังๆ





“จะยืนดูฉันเล่นหนังสดอีกนานไหมยูยะ ถ้าอยากมากก็กลับบ้านไปหาวิดีโอดูไป! ...นายเล่นจ้องแบบนั้น เดี๋ยวเด็กฉันก็หมดอารมณ์พอดี”
กลีบปากบอบช้ำเกือบจะแผดเสียงด่าออกไปแล้วเพราะรู้ว่าคนพูดจงใจแดกดันตัวเองในช่วงท้าย หากกลับทำไม่ได้อย่างใจนึกเพราะฝ่ามือหนากว่าตวัดประกบปิดปากคนใต้ร่างแน่น “ยืนบื้ออะไรอยู่!”





“ขะ...ขะขอโทษนะพี่จิน ...ปะ...ไปเดี๋ยวนี้แหละ” เด็กหนุ่มชื่อยูยะละล่ำละลักขอโทษ ก่อนกุลีกุจอรีบหันหลังวิ่งออกมาจากห้องไปโดยไม่ยอมแม้แต่จะปิดประตูให้ด้วยซ้ำ พร้อมกับมือหนาที่ยอมปล่อยร่างเล็กเป็นอิสระ



ริมฝีปากอิ่มกระตุกยิ้มจาง ขณะลุกขึ้นสาวเท้าตรงไปคว้าเสื้อเชิ้ตสีขาวที่วางเตรียมไว้ขึ้นสวมลวกๆ อย่างใจเย็น
แม้ยอมรับว่าไม่อาจละสายตาจากภาพร่างสูงใหญ่ประดับกายด้วยอาภรณ์เรียบหรู เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าราคาแบรนด์แพงระยับ รับกับเส้นผมสีเข้มซึ่งถูกสางลวกๆ ด้วยเจลจัดแต่งทรงให้เสยไปด้านหลัง ทิ้งบางเส้นตกรู่เคลียดวงหน้าหล่อเหลา ปิดท้ายด้วยการผูกไทสีเข้มหลวมๆ พอเป็นพิธี





ร่างบอบบางยังคงทำได้เพียงกะพริบตามองคนตัวสูงสาวเท้าไปหยิบแว่นกรอบบางจากโต๊ะอ่านหนังสือข้างเตียงขึ้นสวมด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียจวนเจียนจะล้มฟุบลงไปอีกรอบ และดูเหมือนชายหนุ่มก็รู้ทันสภาพน่าสังเวชนั้น เขากระตุกยิ้มมุมปากก่อนเดินลากเท้าเข้ามาประทับรอยจูบกับริมฝีปากบางอีกครั้งราวขอค่ามัดจำ เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยคลอเคลียใบหูนุ่มชวนขนลุกยิ่งนักโดยเฉพาะในสายตา ‘เหยื่อ’ ไร้ทางหนีอย่างเจ้าของร่างบนเตียงในเวลานี้



“ฉันต้องไปทำงานแล้ว ถ้าลุกไม่ไหวก็นอนเอาแรงไปก่อน... ตอนเย็นค่อยกลับมาสานต่อกันนะครับที่รัก”







::~::~::~::~::~::~:: Slaver’s affair ::~::~::~::~::~::~::








ยามาชิตะ โทโมฮิสะสาบานได้ว่าเขาไม่เคยร้อนรุ่มในอกจนแทบระเบิดอย่างนี้มาก่อน


ปลายนิ้วเพรียวยาวพับปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือที่ดูเหมือนจะกลายเป็นวัตถุไร้ประโยชน์ขึ้นมาในทันที หลังจากไม่สามารถใช้ติดต่อคนที่ต้องการที่สุดในตอนนี้ได้




คาซึยะยังคงปิดเครื่องตั้งแต่คืนวานจนถึงเช้าวันนี้!!


นับแค่ตั้งแต่เช้ามืดที่ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาเพื่อเข้าโรงฝึกยูโดตามกิจวัตรตอนตีห้า จนถึงตอนนี้เวลาจวนเจียนล่วงเข้าประชุมเช้าช่วงเก้าโมง ...โทโมฮิสะโทรเบ็ดเสร็จร่วมยี่สิบครั้งเข้าไปแล้ว!!





ดวงหน้าคมหวานสะบัดแรงๆ จนผมดำสนิทระกระจาย





ชายหนุ่มหลับตารวบรวมสมาธิอีกครั้งอยากยากเย็น ฝ่ามือเพรียวเก็บโทรศัพท์สีเงินลงในกระเป๋ากางเกง ก่อนลุกก้าวเดินผลักประตูห้องออกไปยังโถงทางเดินภายนอกเพื่อตรงไปยังห้องประชุมซึ่งใช้พื้นที่ของตัวอาคารชั้นรองสูงสุด หรือพูดง่ายๆ ว่าอยู่ถัดจากห้องทำงานเขาลงไปหนึ่งฟลอร์






ร่างโปร่งผงกศีรษะเป็นเชิงบอกกล่าวเลขาสาวหน้าห้อง ขณะสาวท้าวตรงไปยังลิฟต์ประจำตัวด้วยใบหน้าเรียบนิ่งตรงข้ามกับในใจที่ร้อนระอุ



ยามาชิตะ โทโมฮิสะไม่รู้สักนิดเลยว่าเพียงแค่ชั่ววินาทีที่เขาปิดโทรศัพท์มือถือ ร่างเปล่าเปลือยของใครอีกคนจะกำลังนั่งสะอื้นจนตัวโยน ดวงหน้าหวานยังคงแนบหูโทรศัพท์บ้านแบบไร้สายกับใบหู แม้รู้ว่าไม่สามารถติดต่อเจ้าของหมายเลขที่ป้อนลงไปเป็นครั้งที่สาม เพียงเพื่อจะได้ยินข้อความบันทึกเสียงอัตโนมัติจากเจ้าของเสียงทุ้ม ...เสียงที่ร่างเล็กหลงใหลและโหยหายิ่งกว่าใคร





ฝ่ามือน้อยค่อยๆ ปล่อยให้หูโทรศัพท์หล่นลงกระแทกพื้น รอยยิ้มอ้างว้างระบายเหนือดวงหน้าเศร้าสร้อย ก่อนฝ่ามือไร้เรี่ยวแรงทั้งสองข้างจะโอบรวบกายสกปรกโสโครกของตัวเองเอาไว้แน่น พร้อมกับเสียงสะอื้นให้แสนแผ่วเบา







::~::~::~::~::~::~:: Slaver’s affair ::~::~::~::~::~::~::








ตามธรรมเนียมการประชุมประจำฤดูกาลของผู้กุมอำนาจมืดสองพรรคใหญ่แห่งภาคพื้นคันโต อันว่าด้วย มังกรดำ และพยัคฆ์ขาว จะถูกจัดขึ้นทีละพรรคโดยสลับฤดูกาลกันไปเรื่อยๆ โดยแต่ละพรรคจะจัดการประชุมโดยรวบรวมบุคคลสำคัญของพรรคฝ่ายตนมานั่งประจำที่ในโต๊ะตัวยาวประมาณ 20 คน ซึ่งจะนำข่าวสารและสถานการณ์ของพรรค รวมถึงผลประกอบการ และสถานะล่าสุดของพรรคมารายงานและอภิปรายเพื่อหาแนวทางการบริหารแก่บอสใหญ่ แต่จุดสำคัญไม่ได้อยู่ในประเด็นที่กล่าวมา เนื่องจากตามธรรมชาติแล้ว สองขั้วอำนาจล้วนขัดแย้งและไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้ แต่เนื่องจากทั้งสองต่างได้รับบทเรียนแห่งการสูญเสียซึ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งอันรุนแรงเมื่อสองปีก่อน ทำให้ทั้งสองฝ่ายจำยอมต้องจับมือกันโดยซุกซ่อนความเกลียดชังไว้เบื้องหลัง
ตามกฎกติกาที่ว่าเมื่อมีการประชุมพรรคประจำฤดูกาลจัดขึ้นที่พรรคใด อีกฝ่ายจะต้องส่ง ‘ตัวแทน’ ไปร่วมกรประชุมนั้น เพื่อแสดงถึงความ ‘เป็นมิตร’ และทำหน้าที่ในฐานะ ‘สายส่งข่าวแบบเปิดเผย’ แก่พรรคตนเพื่อทราบความเป็นไปของคู่แข่ง



เรียกว่า ...ได้และสูญเสียประโยชน์ทั้งสองฝ่าย








และในฤดูกาลนี้ ...พยัคฆ์ขาวก็ส่งชื่อ ‘เด็กใหม่’ ของแก๊งมา ‘คารวะ’ นายใหญ่แห่งมังกรดำ เพื่อสืบสานข้อตกลงดังกล่าว



สมาชิกใหม่ของพยัคฆ์ขาวคนที่ว่า มีชื่อว่า อาคานิชิ จิน







ลำคอที่เชิดนิ่ง ส่งผลให้ดวงหน้าหวานหล่อเหลาแลดูโอหัง รับกับรอยยิ้มมุมปากที่แค่นระบายประดับ บวกกับท่วงท่ายโสชวนหมั่นไส้ ส่งผลให้ผู้มาเยือนร่างสูงใหญ่ตกเป็นเป้าสายตาสมาชิกอาวุโสทุกคนของพรรคมังกรดำ ซึ่งพากันนั่งรายล้อมโต๊ะประชุมรูปวงรีสีดำสนิท



ท่ามกลางสรรพเสียงจ้อกแจ้กจอแจไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบที่กลายเป็นเงียบงัน อาคานิชิ จินย่างเท้าก้าวผ่านประตูกระจกอัตโนมัติเข้ามายืนนิ่งเบื้องหน้าโต๊ะประชุมยาว ณ ฟากตรงข้ามที่หันเผชิญกับประธานการประชุมพอดิบพอดี






ในวินาทีที่ดวงตาคู่คมสบมองใบหน้าคมหวานของนายใหญ่พรรค ‘มังกรดำ’ ชายหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงความรุ่มร้อนในหัวใจ ...ดวงตากลมโตคู่นั้น ...ดวงตาที่แฝงไว้ด้วยแววเหี้ยมเกรียมลึกๆ หากในยามนี้กลับแลเหม่อลอยคล้ายตกอยู่ในห้วงฝัน ก่อนเสียงกระแอมจากลำคอผู้มาเยือนจะดังขึ้นในชั่ววินาทีทีใบหน้าคมหวานเงยขึ้นจ้องสบตา
แววอ่อนไหวในดวงตามลายหายกลายเป็นดุดันระคนเหี้ยมเกรียมขึ้นมาฉับพลัน แม้จากฟากตรงข้ามจินก็ยังสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ฝ่ามือเพรียวข้างหนึ่งกำลังกุมวัตถุทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กในกระเป๋ากางเกงแน่น


และถ้าให้เดา คนหัวไวอย่างเขาคงตอบได้อย่างฉะฉานว่ามันคือ โทรศัพท์มือถือ...






ริมฝีปากอิ่มได้รูปกระตุกยิ้มหยัน ขณะทิ้งกายลงนั่งกับเก้าอี้เบาะเนื้อนุ่ม ดวงตาทั้งสองข้างยังคงจับจ้องเจ้าของดวงหน้าหวานผู้เงยคอขึ้นจ้องกลับแน่วนิ่งไม่คลาย ท่ามกลางสายตาไม่พอใจของบรรดาเหล่าสมาชิกมังกรดำอาวุโส เนื่องจากอาคันตุกะหนึ่งเดียวจากพรรคคู่แข่งยังไม่ได้เอ่ยแสดงความเคารพกับบอสของพวกเขาตามธรรมเนียมมารยาท







ทว่าตัวแทนจากพยัคฆ์ขาวกลับไม่ใส่ใจแมลงเม่าน่ารำคาญพวกนั้น โดยเฉพาะเมื่อยามนัยน์ตายั่วเย้ากวนประสาท สบเขม็งกับดวงตาคู่คม ริมฝีปากอิ่มก็ขมุบขมิบน้อยๆ ราวเอ่ยถามประโยคซึ่งผุดขึ้นมาในจิตใจออกไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้





‘ถ้าฉันเดาไม่ผิด นายกำลังรอโทรศัพท์จากคนสำคัญอยู่ใช่ไหมล่ะ ...โทโมะ ...แต่เสียใจด้วยนะ ดูเหมือนตอนนี้แค่แรงจะลุกจากเตียงคุณหนูคนนั้นยังแทบจะไม่มีเลย’



ความพึงพอใจในภาพจินตนาการย้อนถึงกายเล็กบางยามเมื่อสั่นไหวยู่ใต้ร่าง รอยยิ้มกริ่มก็คลี่ประดับเหนือมุมปากอิ่มอีกครั้ง แม้รู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายไม่สามารถล่วงรู้ความคิดในใจตนได้ แต่ใบหน้าบอสใหญ่ของมังกรดำในตอนนี้ ก็ทำให้เขานึกถึงชายหนุ่มหน้าตาคมหวานเข้มแฝงรอยยิ้มน้อยๆ ในแววตาอ่อนโยนบนรูปถ่ายใบน้อยของร่างในอ้อมกอดยามรัตติกาล แล้วพานให้อดนึกขอบคุณความบังเอิญอันแสนเย้ายวน พร้อมกับนึกสุขสมไปด้วยความสาแก่ใจไม่ได้



ไม่เสียแรงจริงๆ ที่เมื่อวานทะเลาะกับศาสตราจารย์โอกาดะจนประท้วงเงียบด้วยการเดินออกจากห้องวิจัยหน้าตาเฉย เพราะไม่อย่างนั้น... ‘โชคดี’ คงไม่เดินเข้ามาหาเขาด้วยตัวเองแบบนี้





อ้อ คงต้องไม่ลืมขอบคุณชายหนุ่มแปลกหน้าเจ้าของเหล้าผสมยา... แก้วนั้นด้วย ไม่อย่างนั้น เขาคงทิ้งโอกาสดีๆ อย่างนี้หลุดมือเพราะมัวแต่คิดถึงคำว่า ‘สุภาพบุรุษ’ ไปแล้วแน่ๆ







ชายหนุ่มยอมรับว่าไม่ใช่เพราะสาแก่ใจที่ได้หยามบอสใหญ่แห่ง ‘มังกรดำ’ อย่างไม่รู้ตัวเพียงอย่างเดียวหรอก
เพราะความน่ารัก ‘ไร้เดียงสา’ ของร่างนุ่มนั่นก็มอบความสุขแก่เขาไม่น้อย แม้เสียงครางแว่วหวานจะร้องเพรียกหาเพียงชายหนุ่มเจ้าของดวงตาเฉี่ยวคมเบื้องหน้านี้ก็ตาม






โชคชะตากำลังเล่นตลก ...หยิบยื่นโอกาสมาให้เขาแล้ว



ชายหนุ่มบอกตัวเองว่า... ในที่สุด เวลาแห่งการเอาคืนก็มาถึงสักที!!






ดวงตากลมโตหากคมกริบของยามาชิตะ โทโมฮิสะกำลังปรายตามองเขาด้วยอารมณ์หวาดระแวงภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย





เพียงแค่ถ้อยแจ้งจากนายใหญ่พยัคฆ์ขาวอย่างเจ้าหนูยามาดะ เรียวสุเกะ ไม่สามารถทำให้โทโมฮิสะเชื่อว่า เจ้าของท่วงท่าหยิ่งผยองในวันนี้อยู่ในสถานะเพียงแค่สมาชิกใหม่ของพรรคพยัคฆ์ขาว



เพียงแต่ข้อสงสัยของโทโมฮิสะไม่ได้มาจากอากัปกิริยาผยองยโส หากแต่มาจากแววแน่วนิ่ง เยือกเย็นในดวงตาคมคู่นั้น แววตาที่ซุกซ่อนความเหี้ยมโหดเอาไว้ภายใต้ความงดงามชวนมอง





ดวงตาที่แสดงว่าท้าทายเขาอย่างชัดแจ้ง!!







ตึง!!



ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่า ‘มังกรดำ’ ตำแหน่งสูงที่เข้าร่วมประชุม เรียวขายาวแข็งแรงทั้งสองข้างของผู้มาเยือนก็ตวัดยกขึ้นก่อนวางพาดยาวลงกับพื้นโต๊ะเรียบเย็นด้วยท่วงท่าวางไขว้ ชี้ปลายรองเท้าหนังด้านสีดำสนิทตรงไปยังใบหน้าประธานการประชุม ที่เพียงเลิกคิ้วตอบรับท่าทางโอหังของชายหนุ่มรูปงาม เจ้าของดวงตาคมที่ยักคิ้วให้ในเชิงท้าทาย





โทโมฮิสะผายมือแทนคำสั่งปรามเหล่าสมาชิกพรรคที่ตอนนี้ต่างนั่งไม่ติดที่ เพราะต่างคนต่างเตรียมกระโจนเข้าจัดการกับ ‘เด็กใหม่ไร้กาลเทศะของพยัคฆ์ขาว’ ให้หลาบจำ


“ช่างเถอะ ฉันไม่ถือ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบนิ่ง ดวงตากลมโตกริบปรายจ้องดวงหน้าหวานหล่อเหลาเขม็งด้วยสายตาเหี้ยมเกรียมราวกับสามารถฆ่าคนได้ในวินาทีนั้น





แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มในสถานะหนึ่งในสมาชิกพยัคฆ์ขาวกระตุกยิ้มมุมปากด้วยความทึ่งแกมหยันเยาะ คือริมฝีปากอิ่มได้รูปที่จงใจกล่าวต่อให้เขาเห็นเพียงคนเดียวด้วยภาษาไร้เสียงว่า ‘...นายคนใหม่ของพยัคฆ์ขาว’







หึ ...เก่งจริงๆ มองปราดเดียวก็ดูออก สมแล้วที่เป็นยามาชิตะ โทโมฮิสะ ...ฉลาดสมค่ำร่ำลือจริงๆ






คงต้องยอมรับแล้วสินะว่า การยอมบากหน้ามาฐานใหญ่ของพวกมันในวันนี้ คุ้มค่ากับเวลาสำหรับงานวิจัยที่เสียไปจริงๆ อย่างนี้คงต้องขอบคุณยามะจังสักหน่อย




ชายร่างสูงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ แม้ว่าเหล่าสมาชิกมังกรดำจะเริ่มต้นอภิปรายความเป็นไปของสาขา และกิจการต่างๆ ที่ผ่านมาในรอบครึ่งปี ต่อเนื่องกับการต่อประเด็นถกเถียงถึงความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ และวงจรธุรกิจใต้ดินกันอย่างดุเดือด โดยผู้เป็นนายเพียงแค่นั่งพยักหน้ารับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย






ยามาชิตะฉลาดเพราะรู้จักแสดงความรู้สึกผ่านทางแววตา
...แต่ถึงอย่างไร สำหรับจินแล้วมันก็ยังคงเป็นความฉลาดที่น่าสมเพชอยู่ดี






จินสบสายตาคู่คมเขม็ง ก่อนยักคิ้วให้อย่างท้าทาย ร่างสูงใหญ่นั่งเอนหลังเชิดคอนิ่ง ปล่อยให้การประชุมใหญ่หนึ่งในสองของรอบปีของกลุ่มอำนาจคู่แข่งดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีอะไรผิดแผกไปจากการคาดการณ์ของเขาแม้แต่นิด



เป็นครั้งแรกที่จินนึกถึงกติกาสมานฉันท์ปัญญาอ่อนที่สองศัตรูตัวฉกาจร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อป้องกันเหตุการณ์สูญเสียนองเลือดเหมือนเมื่อครั้งสองปีที่แล้ว ...เมื่อครั้งที่พี่ชายจากไปตลอดกาลด้วยน้ำมือของมันสักคนในกลุ่มมังกรดำ. เมื่อครั้งเวลาที่เขาตัดสินใจก้าวเข้ามาในวงการที่ไม่เคยคิดแม้จะรับรู้ความเป็นไป ด้วยความต้องการเพียงแค่...





ล้างแค้น







::~::~::~::~::~::~:: Slaver’s affair ::~::~::~::~::~::~::







เวลาช่วงเช้าผ่านไปพร้อมกับการประชุมที่ดำเนินมาถึงบทสรุป



ใบหน้าคมหวานของโทโมฮิสะยังคงเรียบเฉย เขาผงกศีรษะให้กับเหล่าลูกน้องที่เริ่มขอตัวทยอยเดินออกไปจากห้องโถงกว้างเพื่อสะสางงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบต่อ ในตอนนี้จึงมีเพียงสมาชิกอาวุโสสองสามคนยืนห้อมล้อมรอบกายโปร่งเพรียวในสูทสีขาวครีมตัดกับเชิ้ตดำเข้มรับกับเรือนผมเรียบลู่สีนิลเงา ซึ่งลุกขึ้นยืนล้วงมือกับกระเป๋ากางเกง ขณะแย้มรอยยิ้มให้กับเหล่าผู้แสดงเจตจำนงต้องการสนทนาอย่างเป็นส่วนตัวกับเขา






ดวงตากลมโตแฝงแววประหลาดใจเล็กน้อย เมื่ออาคันตุกะร่างสูงใหญ่เดินตรงมาค้อมศีรษะให้ด้วยท่วงท่านอบน้อม เพียงแต่ในเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ก้องกังวานเข้าสู่ทุกพื้นที่ในโสตประสาท ส่งผลให้โทโมฮิสะจ้องใบหน้าท้าทายของอีกฝ่ายด้วยสายตาขมึงเกร็ง






“...แย่จัง ดูเหมือนผมจะยังไม่ได้บอกยามาชิตะซังสินะครับว่า ...คุณหนูคาซึยะของคุณ นอกจากจะน่ารักแล้วยังหวานกว่าที่คิดเสียด้วย”





อารามตกตะลึงส่งผลให้ร่างเพรียวชะงักค้างชั่ววินาที ความปั่นป่วนทรมานพุ่งพล่านขึ้นไหลเวียนทั่วกระแสเลือดในกาย




ชายหนุ่มพยายามระงับอารมณ์โกรธเขี้ยวที่กำลังจะระเบิดทุกเมื่อลงใต้ดวงหน้าเรียบนิ่ง โทโมฮิสะกำลังจะอ้าปากเอ่ยถามด้วยแสร้งไม่เข้าใจ แม้จะรู้ความหมายของสารนั้นแก่ใจลึกๆ แต่เขาก็ต้องการคำยืนยัน


หากถ้อยคำที่อีกฝ่ายจงใจเอ่ยดักคอขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับจะย้ำความหมายก่อนหน้ายิ่งสร้างความเดือดดาลจนทนไม่ไหว


“แต่คุณคงไม่รู้สินะครับ ...ก็ยังไม่เคยชิมนี่นา”






ผัวะ!!!


เสียงกำปั้นหนักๆ พุ่งกระแทกเข้าเนื้อแก้มนิ่ม แรงมหาศาลส่งผลให้ร่างสูงใหญ่เซถลาล้มทรุดลงนั่งกองกับพื้นพรม เพียงแต่ใบหน้าหล่อเหลายังคงเงยขึ้นแย้มรอยยิ้มท้าทาย ไม่สนใจหยาดเลือดแดงสดที่เริ่มรินหลั่งจากมุมปากอิ่ม




ซ้ำรอยกัดเมื่อเช้าพอดีเลยนะ


เขานึกอย่างประชดประชัน ก่อนใช้เรียวลิ้นตวัดเลียซับของเหลวรสคาวเค็มเข้าสู่ริมฝีปาก ปลายนิ้วเพรียวแกร่งลูบผิวแก้มช้ำเขียวช้าๆ ราวพิจารณาถึงขอบเขตความเสียหาย ดวงตาคมสบนัยน์ตากลมโตนิ่ง ร่างเพรียวหากสมส่วนรับกับดวงหน้าคมหวานกำลังสั่นเทิ้มราวกับพยายามสกัดกลั้นความโกรธเกรี้ยวไม่ให้เล็ดลอดออกมามากไปกว่านี้
แต่ที่น่าสมเพชยิ่งกว่าในสายตาของจินคือเหล่าลูกน้องลูกขุนพลอยพยักที่รีบรี่เข้ามายืนล้อมกรอบเขาไว้ราวกับกลัวว่าจะชิ่งหนี





ปัญญาอ่อนได้ขนาดนี้!


น่าสงสารยามาชิตะจริงๆ ที่ต้องถูกรายล้อมด้วยคนจำพวกนี้



แม้จะคิดอย่างนั้น แต่จินก็ยังคงเลือกจะกระตุกรอยยิ้มมุมปาก ถ้อยคำราบเรียบเร้นความหมายหลุดจากลำคอด้วยน้ำเสียงเหยียดเยาะ



“แล้วผมจะคืนให้ก็แล้วกัน ...แต่ต้องหลังจากเบื่อแล้วนะ”






ก่อนใครจะคาดคิด ร่างเพรียวของโทโมฮิสะก็ปราดพุ่งเข้ากระชากคอเสื้อเจ้าของคำพูดท้าทายทีเล่นทีจริง กระชากเข้าหาตัวด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล... คิ้วเข้มขมวดเกร็ง เช่นเดียวกับเรียวคางแหลมที่กัดกรามกรอดจนขึ้นสัน



ภาพเบื้องหน้าทำให้บรรดาลูกน้องคนสนิทที่เพิ่งวิ่งผ่านประตูกระจกเข้ามาต่างถือวิสาสะเข้ารวบรั้งร่างเพรียวของนายใหญ่หน้าหวานออกห่างจากอาคันตุกะหนุ่มผู้กัดฟัน ยกมือขึ้นลูบคำคอเขียวช้ำขณะหอบหายใจถี่ๆ เรียกอากาศกลับสู่ร่างกาย




เจ็บตัวแต่สะใจเป็นบ้า!




“อย่าใช้แต่อารมณ์สิครับ ก็แค่เด็กน่ารำคาญในสายตาคุณไม่ใช่เหรอไง ผมบอกแล้วไงว่าเอาไว้ผมจะพามาคืน แต่เอ๊ะ! ไม่ได้ล่ามเอาไว้ ...ท่าทางตื่นกลัวซะขนาดนั้น ไม่รู้จะหนีเตลิดไปไหนแล้วเหมือนกันนะเนี่ย”



จินอยากระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ เพราะในยามนี้ใบหน้าที่เคยเรียบขรึมเป็นนิจของยามาชิตะไม่เหลือเค้าแบบที่ว่าเลยสักนิด





เขายักคิ้วตอบสายตาอาฆาตที่จ้องเขม็งมา... ก่อนยันกายลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เมื่อร่างผอมของอีกฝ่ายสะบัดปัดฝ่ามือหวังดีจากลูกน้องร่างสูงทิ้งอย่างไม่ใยดี แล้วหันหลังวิ่งผลุนผลันออกจากห้องประชุมไปด้วยใบหน้าร้อนรน






โธ่เอ๋ย... น่าสงสารจริงๆ โทโมะจัง ...แค่แรงลุกจากเตียงเด็กคนนั้นยังไม่รู้จะเอาจากไหนเลย แล้วนายคิดว่าจะหาคุณหนูคาซึยะที่รักเจอง่ายๆ ได้ยังไงกันล่ะ






To be Continue.

2010/Nov/26

Auther's note :: จริงๆ แล้วเรื่องนี้คือเรื่องเดียวกับ Accidentally?Forcefully?Destiny?Whatever!!! นะคะ เราแค่เอามาเปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นจินเมะเท่านั้นเอง ส่วนเนื้อเรื่องโดยรวมเหมือนกันค่ะ ^^ ส่วนใครรอเวอร์ชั่นพียูยะอยู่ ถ้าปั่นตอนล่าสุดออกมาเมื่อไหร่เราจะเอามาลงชื่อ Acc เหมือนเดิมนะคะ








Slaver's Affair :: 1











“ออกไปได้แล้ว ฉันจะรีบเคลียร์งาน!!”



เสียงแหบทุ้มแผดลั่นก้องชั้นสูงสุดของตึกอาคารสำนักงานกระจกสูงตระหง่านกลางย่านชินจูกุอย่างเหลืออด ตามติดมาด้วยการกระเด็นหวือออกมาจากประตูห้องทำงานขนาดใหญ่ของเด็กหนุ่มร่างเล็กในเสื้อผ้าแบรนด์เนมสุดหรูตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนตบท้ายด้วยเสียงปิดประตูไล่หลังดังปึง


“โอ๊ย!! พี่โทโมะจำเอาไว้เลยนะ ผมจะฟ้องคุณลุง!”




คนร่างเล็กที่เพิ่งโดนส่งตัวอออกมาจากห้องทำงานเจ้าของบริษัทที่ส่งเสียงโวยวายแว้ดๆ ทั้งยังนั่งจุมปุ๊กอยู่กับพื้นพรมแบบหมดท่า ท่ามกลางใบหน้าตื่นตกใจของเลขาสาวสวย ผู้รีบรุดตรงมาอ้าแขนเตรียมประคอง ‘คุณหนูคาเมนาชิ’ ขึ้นจากท่วงท่าน่าอนาถ แต่กลับถูกเด็กหนุ่มหน้าหวานสะบัดมือใส่อย่างหยิ่งผยอง “ชั้นลุกเองได้”



ดวงตาเรียวรีตวัดมองหน้าหญิงสาวผู้หวังดีด้วยสายตาเหยียดหยันราวกับเห็นสัตว์ประหลาด ร่างเล็กยันกายลุกจากพื้นพรม แม้ความรู้สึกปวดหนึบๆ จะแผ่กระจายไปทั่วก้นกบเพราะแรงกระแทก แต่ลำคอเพรียวเล็กก็ตั้งแข็ง เช่นเดียวกับบ่าบอบบางซึ่งพยายามเชิดนิ่ง ไม่ทิ้งลายลูกชายคนเดียวของประธานกลุ่มผู้ส่งออกไข่มุกรายใหญ่แห่งประเทศญี่ปุ่นแม้แต่น้อย





‘คาเมนาชิ คาซึยะ’ สะบัดหน้าใส่ชายหนุ่มเจ้าของห้องทำงานที่ปิดประตูแน่นสนิท ด้วยท่าทางเง้างอดเหมือนเด็กถูกขัดใจ แม้จะรู้แก่ใจว่าคนหลังประตูไม่มีทางได้เห็น หรือถึงเห็นก็ไม่รู้สึกอะไรก็ตาม




“บอกยามาชิตะซังว่าพรุ่งนี้ชั้นจะเข้ามาตอนบ่ายๆ รีบเคลียร์งานล่วงหน้าด้วยล่ะ”
คาซึยะเค้นปลายเสียงใส่หน้าหญิงสาวผู้ทำได้แต่ยิ้มแหยๆ รับคำ ก่อนสาวเท้ายาวๆ ตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัวด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ท่อนขาเพรียวเล็กจะเอื้ออำนวย



อายๆๆๆๆ อายเป็นบ้า!!! ยังดีนะที่หน้าห้องมีแค่ยัยมาซามินั่นนั่งหายใจทิ้งอยู่คนเดียว ถ้าเป็นชั้นอื่นที่มีพนักงานเดินกันพลุกพล่านไม่ซ้ำหน้า ...คาซึยะคนนี้จะเอาหน้าไปไว้ไหน
แค่นี้ก็เสียฟอร์มจะแย่แล้ว TOT พี่โทโมะใจร้ายเป็นบ้าเลย~




เชอะ! แต่ไม่สนใจหรอก ตราบใดที่ยังไม่ได้ ‘ยามาชิตะ โทโมฮิสะ’ประธานบริษัทส่งออกเครือ Hill Side Corp หรืออีกนัยหนึ่งบอสใหญ่แห่งแก๊งมังกรดำมาสยบแทบเท้าแล้วละก็ คาเมนาชิ คาซึยะคนนี้ ไม่มีวันยอมยกธงขาวยอมแพ้เด็ดขาด!!



ก็แหงสิ ...ตามตื๊อ ตามอ้อนมาตั้งแต่โทโมฮิสะยังเรียนแค่ม.ต้น คาซึยะเป็นเด็กประถมตัวจ้อยเลยนี่ แต่คุณชายตระกูลยามาชิตะกลับเอาแต่ทำหน้าเย็นชา ขมวดคิ้วใส่ แถมออกปากไล่ได้ทุกวี่ทุกวัน จนร่างเล็กแอบน้อยใจว่าถ้าไม่ติดว่าพ่อเป็นเพื่อนกันนะ ป่านนี้คาซึยะคงถูกรวบตัวไปโบกถังปูนโยนทิ้งอ่าวโตเกียวแล้วแหงๆ


แต่ถึงภายนอกจะดูมั่นใจในตัวเอง แกล้งทำเป็นเจนจัดโลกแค่ไหน ...ลึกๆ แล้วเด็กหนุ่มตัวเล็กคนนี้ก็ยังเชื่อมั่นในโชคชะตาของคำว่า ‘รักแรกอยู่เสมอ’ ...คาซึยะจึงไม่สามารถตัดใจจากผู้ชายหน้าขรึม ตาดุคนนี้ได้เลยแม้สักวินาที ด้วยหวังลึกๆ ว่าสักวัน โทโมฮิสะจะชายสายตาแลมองมายังเขาอย่างแน่นอน...




คงไม่มีใครเคยเห็นสินะ ...รอยยิ้มจางๆ เหนือดวงหน้าคมหวาน ซึ่งร้อยวันพันปีจะมีโอกาสได้เห็นสักครั้ง แต่เพียงแค่ชั่ววินาทีมันก็สามารถกระชากหัวใจทั้งดวงให้หลุดลงไปกองแทบเท้าอย่างไร้ข้อแม้... ไม่มีใครรู้สินะว่า ความอ่อนโยนใต้เปลือกนอกแข็งกร้าว... ฉุดรั้งร่างเล็กบางไว้ให้ตราตรึงกับคำว่า ‘ทาสรักผู้ซื่อสัตย์’ แม้อีกฝ่ายไม่เคยพยายามรับรู้เลยสักวินาที





ภาพใบหน้าหวานได้รูปค่อนไปทางเพรียวยาวเคลียประดับด้วยเรือนผมนุ่มสีเข้มจัด รับกับดวงกับตาเรียวรีฉายประกายสดใส ตรงข้ามกับความเอาแต่ใจที่มักแสดงออกอย่างชัดเจนด้วยเรียวปากบาง ซึ่งในยามนี้เม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง รายละเอียดทุกประการเหนือดวงหน้ามีเสน่ห์ที่ฉุดกระชากใจใครต่อใครมานักต่อนัก ปรากฏชัดเหนือกระจกบานใสซึ่งโอบล้อมภายในตัวลิฟต์โดยสารส่วนตัวสำหรับประธานบริษัท ...ร่างเล็กสูดลมหายใจลึก ระงับความไม่สบอารมณ์ลงใต้ลำคอเชิดรั้น และสาวเท้าพรวดพราดออกไปในทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดกว้าง






เสียงซุบซิบเอ่ยระงมขึ้นทั่วทุกจุดที่คุณหนูตระกูลผู้ส่งออกไข่มุกรายใหญ่ก้าวเท้าผ่าน พนักงานชายหลายคนที่เดินผ่านชั้นล็อบบี้ถึงกับผิวปากหวือ ราวกับจงใจเรียกร้องความสนใจซึ่งไม่มีวันเกิดขึ้น พนักงานหญิงบางคนแย้มรอยยิ้มให้เพราะหลงใหลในรูปกาย ‘น่าเอ็นดู’ รวมไปถึงผู้มาเยือนมากมายที่ถึงกับหยุดมองทุกย่างก้าวยามร่างเล็กสาวเท้าผ่าน



ไม่ใช่เพราะรับรู้ถึงฐานะหรือความมากอิทธิพล หากคาเมนาชิ คาซึยะคนนี้โดดเด่นด้วยออร่าเชิดหยิ่งหากแลดูน่ารัก น่าสัมผัสต่างหาก



แต่คนที่อยากให้รู้สึกกลับไม่เคยสนใจเลยแม้แต่น้อย






“เคจัง วันนี้ผมจะไปกินเค้กที่คอฟฟี่ช้อปแถวกินซ่ากับชิเงะนะฮะ เคจังกลับไปก่อนเลย ...อ้อ แล้วก็ไม่ต้องออกมารับหรอก ผมกลับเองสะดวกกว่า”

เสียงหวานเอ่ยสั้นห้วนใส่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้างของคนดูแลหนุ่มร่างสูง ผู้อุตส่าห์รีบกุลีกุจอวิ่งตรงจากที่นั่งคนขับของรถยุโรปสีดำสนิทสี่ประตูคันงาม มาหาคนตัวเล็กเพื่อเตรียมเปิดประตูเบาะหลังให้ ทว่าคาซึยะกลับแค่พองแก้มเบ้ปากหลังพูดจบแทนคำห้ามปฏิเสธ ราวกับไม่ได้ใส่ใจกับรอยยิ้มที่เจื่อนจางลงทันควันแม้แต่น้อย




“อะ ...ครับคุณหนู คุณหนูนัดกับเพื่อนไว้แล้วใช่มั้ยครับ” เสียงทุ้มเอ่ยถามด้วยกิริยาสำรวม ใบหน้าผอมก้มต่ำราวกับไม่ต้องการให้อีกฝ่ายมองเห็นความผิดหวังที่ฉายชัด ...โธ่เอ๊ย เคอิจิโร่ โคยาม่า ...วันนี้แกก็แห้วอีกแล้วสินะ อุตส่าห์จะเอ่ยปากชวน ‘คุณหนู’ไปฉลองเนื่องในโอกาสสอบผ่านปริญญาโทมหาวิทยาลัยโทไดได้ติดหนึ่งในสิบแท้ๆ ...แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากก็ถูกปฏิเสธตัดหน้าไปแล้ว




“อือ...ฮะ” คาซึยะอ้อมแอ้มตอบ ร่างเล็กเลือกกลบเกลื่อนความไม่เสมือนจริงนั้นด้วยการสะบัดใบหน้าไปมองยังการจราจรที่คับคั่งของถนนสายหลักที่แม้จะมีเพียงแค่สองเลนส์ แต่ใครหลายคนก็ยังอยากใช้บริการถนนที่ตัดผ่านสถานีรถไฟชิบูย่าอยู่ดี ...เขาไม่อยากโกหกโคยาม่าหรอก แต่ขืนบอกความจริง ขี้คร้านพี่เลี้ยงกึ่งบอดี้การ์ดกึ่งคนขับรถคนนี้จะไม่แคล้วขอห้อยตามไปนั่งเฝ้า หรือเลวร้ายกว่านั้นคือโคยาม่าอาจจะลากตัวเขากลับบ้านไปเลย
ก็แต่ไหนแต่ไรมา ...เคอิจิโร่ โคยาม่าคนนี้ ดูแลเทคแคร์เขาทุกอย่างเหมือนกับไข่ในหิน ...มาก จนเรียกได้ว่ามากเกินไป แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่ชอบ... สำหรับคาซึยะแล้ว การมีใครสักคนคอยเอาใจใส่ คอยตามใจแม้จะไม่ใช่ทุกเรื่อง มันก็ทำให้เขารู้สึกดีใช่น้อย ...เพียงแต่คราวนี้ เด็กหนุ่มรู้ว่าการตัดสินใจของเขาเกินลิมิตตามใจของโคยาม่าจริงๆ



“นะ... นะฮะเคจัง ผมกลับไม่ดึกหรอก ...ที่สำคัญคืนนี้คุณพ่อกับคุณแม่ก็ไม่อยู่บ้าน เคจังไม่ต้องโกหกให้ผมด้วย นะฮะ ...ถ้าเคจังเห็นว่าดึกเกินไป เคจังโทรเข้ามือถือผมได้ตลอดเวลาเลย”

แม้ไม่เต็มใจนักเด็กหนุ่มตัวสูงก็จำยอมพนักหน้าช้าๆ พร้อมเอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ครับ ...แต่ระวังตัวด้วยนะครับคุณหนู ถ้ายังไง ...ตอนคุณหนูจะกลับ โทรเรียกให้ผมมารับเถอะนะครับ”




“อื้อ! โอเคฮะ ...เคจังรู้มั้ย ผมรักเคจังที่สุดเลย” ร่างเล็กไม่พูดเปล่า หากกระโดดเข้ากอดแขนยาวเพรียวของชายหนุ่มร่างสูงแล้วแนบกายตัวเองเข่ากับแผ่นอกแกร่งกว่า ใบหน้าหวานยิ้มระรื่นจนแก้มพอง ขณะเงยจ้องดวงตาเรียวรีของอีกฝ่ายให้คนสูงวัยกว่าใจกระตุกเล่น


แม้จะรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามแค่พูดไปอย่างนั้นเพราะถูกตามใจ แต่โคยาม่าก็อดดีใจลึกๆ ไม่ได้ ใบหน้าผอมเผยอยิ้มจนตาหยีเป็นเส้นขีด ก่อนโค้งศีรษะ แล้วผละกายจากไปขึ้นยานพาหนะสีดำสนิทเพื่อขับกลับไปจอดคืน ณ คฤหาสน์ตระกูลคาเมนาชิทั้งสายตายังจับจ้องที่ร่างเล็ก ซึ่งยืนโบกมือให้ด้วยท่วงท่าน่ารักน่าเอ็นดูที่สุด อย่างน้อยก็ในความคิดของว่าที่นักศึกษาโทไดคนนี้





อีหรอบนี้ ...สงสัยยามาชิตะซังจะใจแข็งอีกแน่ๆ ...เฮ้อ... ว่าแต่เขา ตัวเคอิจิโร่คนนี้ก็เหมือนกัน เทียบเท่ากับความใจร้ายของคุณชายตระกูลยามาชิตะตัวเขาเองก็ไม่เคยเข้มงวดกับคุณหนูได้เลยสักครั้ง








ฝ่ายคาซึยะเมื่อเห็นว่าพี่เลี้ยงหนุ่มขับรถจากไปไกลจนรถยุโรปคันหรูลับสายตาไปแล้ว เด็กหนุ่มจึงเริ่มออกเดินไปตามฟุตบาทที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน


เขาไม่ได้นัดกับชิเงะ เพื่อนที่โรงเรียนเหมือนที่บอกโคยาม่าไปหรอก ...คาซึยะไม่ได้มีโปรแกรมอะไรกับใครหน้าไหนด้วยซ้ำ




ก็แค่ ...เซ็ง วันนี้เขาตั้งใจแล้วว่าจะไปเที่ยวคนเดียว ...ไปในที่ที่ไม่เคยไป โธ่เอ๊ย ...ถึงทำท่าก๋ากั่นเจนจัดโลกให้ใครต่อใครเชื่อว่าผ่านประสบการณ์มามากมาย แต่จริงๆ แล้วเด็กหนุ่มก็แค่แสดงออกเพื่อเรียกร้องความสนใจ ...ก็แค่นั้น






ถ้าเป็นเด็กอยู่แบบนี้แล้วพี่โทโมะไม่เคยชายตามอง เขาก็จะเป็นผู้ใหญ่จริงๆ ให้ดู!!







แต่คาซึยะคงไม่รู้หรอกว่า ...บางครั้งการตัดสินใจเพียงชั่ววินาทีด้วยความคิดไม่ประสีประสา อาจส่งผลให้ความฝันอันสวยงามที่เคยวาดไว้ดิบดีต้องพังทลายลง... และเข็มนาฬิกาซึ่งเดินผิดทางกำลังจะเริ่มจากก้าวที่เด็กหนุ่มกำลังย่างไปในตอนนี้







“อ๊ะ!” คาซึยะร้องเสียงหลง เมื่อจู่ๆ ร่างเล็กบางก็ชนโครมเข้ากับแผ่นอกหนาของใครบางคนจนเซผงะ


“ระวังหน่อยสิ! ตาบอดรึไง!” เสียงหวานตวาดแว้ดทั้งยังส่ายศีรษะช้าๆ เรียกสติกลับมาจากความเบลอเพราะแรงกระแทก ความจริงก็รู้ตัวอยู่หรอกว่าสาเหตุหลักน่าจะมาจากตัวเองมัวแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ไม่ได้จดจ่อสมาธิอยู่กับเส้นทางอย่างที่ควรจะเป็น ...แต่เรื่องอะไรจะให้ขอโทษก่อนล่ะ แบบนั้นก็เท่ากับยอมรับผิดแล้วเปิดโอกาสให้คู่กรณีด่าง่ายๆ น่ะสิ




คาซึยะอาจจะสะบัดหน้าเดินหนีไปเลย ถ้าไม่ใชว่าดวงตาเรียวรีไปกราดสะดุดกับใบหน้าอีกฝ่ายอย่างจัง ...เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ โดดเด่นกว่าใครบนทางเดินข้างถนนใกล้ห้างดังกลางย่านชิบูย่ายามเย็นที่พลุกพล่านไปด้วยเหล่าผู้คน ใบหน้าหวานหล่อเหลารับกับผมสีเข้มเซ็ตปัดไปด้านหลังดูกึ่งเซอร์กึ่งสำอาง แจ็กเก็ตหนังกันลมสีดำสนิทที่เจ้าตัวสวมใส่ช่วยเพิ่มบุคลิกกวนประสาทให้รอยยิ้มที่กระตุกขึ้นเหนือมุมปากอิ่มแบบกรุ้มกริ่มจนคาซึยะนึกเสียวสันหลัง...




ไม่ชอบรอยยิ้มแบบนี้เลย ...บ้าเอ๊ย!!! หุบยิ้มเดี๋ยวนี้นะ!





ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะเผลอตกตะลึงกับความหน้าตาดีเข้าขั้นเทพของคนตัวสูงตรงหน้าไปแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ธรรมชาติของ ‘คาเมนาชิ คาซึยะ’ คนนี้ที่ลมหายใจเข้าออกมีเพียงคำว่า ‘ยามาชิตะ โทโมฮิสะ’ ....มาตรฐานความหน้าตาดีคือโทโมฮิสะ รอยยิ้มน่ารักคือรอยยิ้มของโทโมฮิสะ เสียงน่าฟังคือเสียงของโทโมฮิสะ ...ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียกว่าเพอร์เฟ็คต้องมีพื้นฐานมาจาก ‘ความเป็นโทโมฮิสะ’



ดังนั้นท่าทางเป็นมิตรที่เจ้ามนุษย์ไร้กาลเทศะพยายามหยิบยื่นให้ จึงมีค่าในสายตาคาซึยะแค่ ‘กวนประสาท’ และก่อนจะรู้ตัว ...ฝ่าเท้าเล็กๆ ก็เผลอกระทืบใส่ปลายเท้าคนร่างสูงกว่าไปแล้ว’





“โอ๊ย!” ชายหนุ่มตัวสูงอุทานแม้ไม่ดังมากพอจะเรียกความสนใจสายตาคนเดินผ่านไปมาให้หันมามอง แต่มันก็ทำให้คาซึยะเผยรอยยิ้มสะใจออกมา






“อ๊ะ ...ขอโทษ” คนตัวเล็กแย้มรอยยิ้มหวานกวนประสาทแถมเอียงคอไปมา ทั้งที่ในใจนึกออกแค่คำว่า ‘สมน้ำหน้า’ ให้ใบหน้าหล่อเหลาได้กัดฟันกรอดระงับอารมณ์




เด็กบ้า! หน้าตาน่ารักแท้ๆ ไหงนิสัยแย่แบบนี้วะ คนอุตส่าห์ยอมเป็นฝ่ายผิดให้ แถมยิ้มให้ก่อนอีก ไม่รู้เลยเรอะว่ารอยยิ้มของอาคานิชิ จินคนนี้มีค่ายิ่งกว่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมบนตัวนายอีก แค่เผยอริมฝีปากสาวๆ ก็ละลายมานักต่อนักแล้ว

โว้ยยย หงุดหงิด! หึ...อยากเล่นกับท่านอาคานิชิคนนี้ใช่มั้ย ได้... เสนอมาก็จะสนองครับ






ร่างสูงฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายมัวแต่กระหยิ่มใจประทับริมฝีปากลงไปครอบครองกลีบปากบาง


ท่วงท่าเชี่ยวชาญที่บดเบียดผิวนุ่มลงไปจนเสียดแปลบทำเอาตาเรียวของ ‘ฝ่ายเสียหาย’ เหลือกโพลง เพราะนึกไม่ถึงว่าคนเจอกันวันแรกจะทำตัว ‘ทุเรศ’ ได้ขนาดนี้ ร่างเล็กดิ้นปัดๆ แต่ถูกลำแขนแกร่งกว่ารั้งหัวไหล่มนไว้

น่าสงสารคาซึยะ... เพราะแทนที่คนเดินผ่านไปมาจะเข้ามาช่วยเหลือ กลายเป็นว่าสายตาทุกคู่ที่มองมาต่างตีความไปว่าเป็น ‘แฟนหนุ่มง้องอนขอคืนดีไปซะนี่’





“อื๊อ...”


คนตัวสูงแค่นเสียงหัวเราะ ‘หึ’ ในลำคอ เพราะไม่นึกว่าเจ้าหนูปากเก่งจะสิ้นฤทธิ์ง่ายขนาดนี้ จินละริมฝีปากจากกลีบปากบางที่ตอนนี้แดงจัด ต่างกับใบหน้าหวานที่ซีดจนแทบจะเรียกได้ว่าขาวเผือดเป็นกระดาษ





แค่นี้ก็ยอมแพ้แล้วเหรอ ว้า ไม่สนุกเลย มาเล่นกันต่ออีกสักเกมดีกว่าน่า... จะได้รู้ซะบ้างว่าคำว่า ‘มารยาท’ จริงๆ แล้วสะกดยังไง







“กะ...แก...”



ชายหนุ่มนึกขำกับร่างเล็กที่สั่นเทิ้มเหมือนเป็นไข้สูง แต่คนตัวสูงก็สะกดอารมณ์ทุกอย่างไว้ใต้รอยยิ้มจาง ขณะโน้มศีรษะลงไปกระซิบข้างหูคาซึยะในจังหวะที่ปากบางๆ กำลังจะขยับแย็บคำด่าออกไปอีกเซ็ต ส่งผลให้เด็กหนุ่มยืนอึ้งด้วยอารมณ์โกรธที่กรุ่นพล่าน





“ปากก็นิ่ม ....หน้าตาก็น่ารัก ไม่น่านิสัยแย่แบบนี้เลยนะครับ คุณหนูคาซึยะ อ้อ...แล้วผม อาคานิชิ จินไม่ได้ชื่อว่าแก จำไว้ก็ดีนะครับ สักหน่อยเราคงได้เจอกันอีก”






เสียงนุ่มทุ้มหัวเราะร่วน พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่หมุนตัวเดินจากไปปล่อยให้คนถูกหลอกด่ายืนหน้าชาอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่เดินสวนอยู่ขวักไขว่



แต่เพียงชั่ววินาที ..ร่างเล็กที่เริ่มรู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดในถ้อยคำทิ้งท้าย รีบควานสำรวจทั่วร่างกายอย่างร้อนรน แล้วลางสังหรณ์ด้านความ ‘ซวย’ ของเขาก็ทำงานได้ถูกต้อง เมื่อกลายเป็นว่ากระเป๋าสตางค์ที่เคยนอนสงบนิ่งในกระเป๋ากางเกงตอนนี้หายไปแล้วย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงเศษกระดาษหนึ่งแผ่นทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า






แย่แล้ว ไม่ได้นะ บ้าชะมัด... หายไม่ได้นะ!!!






คาซึยะแทบอยากทรุดกายลงกับพื้นทางเดินในตอนนั้นเลย ถ้าไม่ติดว่ากลัวเสียหน้าอีกเป็นคำรบสอง


สองมือเล็กๆ เริ่มต้นควานสำรวจทั่วตัวอีกครั้ง ด้วยความหวังให้ตัวเองสะเพร่าเปลี่ยนที่เก็บแล้วลืม แต่ไม่ว่าจะพยายามค้นจนทุกซอกทุกมุมยังไง ก็ไม่มีร่องรอยกระเป๋าสตางค์ Louis Vuitton damier ใบเล็กหลงเหลืออยู่ในร่างกายเลย







โฮ ...ไม่ได้นะ T__T



จะเงินแค่สามแสนเยน จะบัตรเครดิตทั้งแบบพ่วง ทั้งบัตรเดบิต บัตรเงิน บัตรทองอะไรนั่นช่างหัวมัน เขาไม่สนใจหรอก แต่รูปถ่ายคู่กับพี่โทโมะใบนั้น ...ไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมให้หายเด็ดขาดดดดดดดดด โฮ~~~ TOT






แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มจะตีโพยตีพายควักโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาโคยาม่าตามความเคยชิน สัมผัสของแผ่นกระดาษแข็งไม่คุ้นเคยในกระเป๋ากางเกงก็เร่งเร้าให้ร่างเล็กรีบหยิบขึ้นมากวาดตาอ่านด้วยความสงสัย





มันคือนามบัตรสีดำพิมพ์ลายขาว ที่นอกจากจะระบุชื่อ ...อาคานิชิ จิน ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาขาจุลชีวะวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยโทได แล้วยังมีเบอร์โทรที่ทำงาน ...โทรศัพท์มือถือ และอีเมล์บอกไว้เสร็จสรรพ
แต่ที่สะดุดตาร่างเล็กยิ่งกว่าคำนำหน้าชื่อไฮโซ ไม่เข้ากับหน้าตาหล่อเหลาบอกยี่ห้อเพลย์บอยของคนเมื่อครู่สักนิด คือตัวหนังสือหวัดๆ ที่เขียนลงด้านหลังนามบัตรซึ่งเป็นพื้นขาวว่างๆ ว่า ... Call me, if u still want it.






ริมฝีปากบางเม้นแน่นจนเป็นเส้นตรง ...บ้าชะมัด ไอ้คนเจ้าเล่ห์นั่นมันแกล้งเขานี่นา



it ในความหมายของหมอนั่นน่ะ... มันหมายถึงกระเป๋าสตางค์ของเขาชัดๆ










::~::~::~::~::~::~:: Slaver’s affair ::~::~::~::~::~::~::









ร่างสูงใหญ่ของอาคานิชิ จินเพิ่งพาตัวเองเข้าไปภายในร้านประจำตอนที่เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดระบายเหนือริมฝีปากอิ่ม ขณะชายหนุ่มเลือกทรุดกายลงนั่งในมุมอับสายตาส่วนในสุดของบาร์เหล้าชื่อดังแห่งหนึ่งในย่านกลางคืนของชินจูกุ ที่ยังค่อนข้างปลอดคนเพราะยังไม่ถึงเวลาย่ำรัตติกาลดี





“ครับผม ...คิดถึงคุณจัง” เสียงนุ่มจงใจกรอกหูโทรศัพท์ด้วยสำเนียงออดอ้อนเล่นลิ้น ไม่ต้องพูดเขาก็รู้ว่าคนปลายสายคือใคร เพราะตามหลักจิตวิทยาแล้ว ...เหยื่อที่ถูกหว่านจะชั่งใจอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนจะโทรมาตามกับดักที่วางล่อไว้





นับจากเวลาที่เขา ‘ล้วง’ กระเป๋าสตางค์หนังใบเล็กออกมา ...ถึงตอนนี้ก็รวมเบ็ดเสร็จร่วมชั่วโมงนิดๆ พอดี
ร่างสูงปล่อยให้อีกฝ่ายเงียบไปชั่วครู่เพื่อระงับความโกรธที่คุกรุ่น ลุกผละจากโต๊ะที่จับจองเดินไปยังเคาน์เตอร์บาร์เพื่อทักทายบาร์เทนเดอร์หนุ่มเพื่อนซี้







‘กระ ...กระเป๋าสตางค์ชั้นอยู่กับนายใช่มั้ย’



จินกลั้นหัวเราะอย่างยากลำบาก ...เสียงหวานร้อนรนแบบที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจะต้องหาได้ยากจากคนตัวเล็กนิสัยคุณหนูเอาแต่ใจคนนี้แน่ๆ ทำให้เขารู้สึกดีกว่าที่คิด ...ดีแบบนี้สินะที่เรียกว่า สะใจ






“ถ้าผมบอกว่าใช่ แต่ไม่คืนให้ง่ายๆ หรอกนะ ...คุณจะว่ายังไงครับ”




ไม่ต้องเห็นหน้าจินก็เดาได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เพราะเสียงร้องด่าแว้ดๆ ที่ดังมาตามคลื่นโทรศัพท์แบบไม่ต้องมีการหยุดพักหายใจกำลังแผดก้องมาให้ชายหนุ่มเคลื่อนระยะห่างของเครื่องออกห่างจากใบหูมากขึ้นเล็กน้อย






ปลายนิ้วเรียวรับแก้วมาร์ตินี่จากบาร์เทนเดอร์หนุ่มผมบลอนด์มาจิบน้อยๆ อย่างสบายอารมณ์ จะว่าไปตอนแรกเขาคิดว่าวันนี้จะน่าเบื่อเสียอีก หลังจากทะเลาะกับศาสตราจารย์โอกาดะเรื่องการเก็บตัวอย่างผลวิจัยมาหมาดๆ แถมยังต้องมาอารมณ์เสียเพราะญาติผู้น้องจากบ้านนอกนิสัยเซ่อซ่าคนนั้นอีก ยังดีที่หมอนั่นยอมหอบข้าวหอบของออกไปอยู่กับเพื่อนแบบสมัครใจ ไม่อย่างนั้นได้มีการโยนผู้อยู่อาศัยออกจากห้องพักแบบไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัวแน่ๆ แต่หลังจากเจอ ‘เหยื่อหน้าตาน่ารักน่าแกล้ง’คนนี้ เขาก็ชักเปลี่ยนใจแล้ว







“ผมอยู่ที่ร้านCarnival ชินจูกุซอยสอง จะมาหรือไม่มาก็ได้นะครับ แต่ผมไม่รับประกันเรื่องข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ในกระเป๋าใบนี้ก็แล้วกัน”



ใบหน้าหล่อเหลายิ้มกรุ้มกริ่มอย่างใจเย็นท่ามกลางความเงียบที่แผ่ปกคลุมเครือข่ายการสนทนาแบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสองฟาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ช่างหงุดหงิดจิบเหล้าผสมอีกหนึ่งซิป ก่อนวางแก้วค็อกเทลล์ลงกับพื้นไม้ขัดมันของเคาน์เตอร์บาร์ พร้อมกับกดวางสายโทรศัพท์ลงไปทั้งอย่างนั้น






“ขอ preludeของโชแปงหน่อยสิยัสซัง”


เสียงทุ้มเอ่ยขอซิมโฟนีของศิลปินคนโปรดกับบาร์เทนเดอร์หนุ่มเจ้าของร้าน ผู้แย้มรอยยิ้มหวานอย่างรู้ใจ ขณะเดินไปวางแผ่นเสียงลงกับเครื่องเล่นแบบโบราณ





จินจิบเครื่องดื่มไปเรื่อย ...พร้อมดวงตาคมที่พริ้มหลับเสพย์รสสัมผัสของแอลกอฮอล์คละเคล้ากับความสุนทรีของดนตรีคลาสสิก หากในใจ... กำลังจินตนาการถึงแผนการเตรียมรับมือ หรือเรียกง่ายๆ ว่ากลั่นแกล้งคนตัวเล็กที่กำลังจะมาถึง






เวลาจวนสองทุ่มกว่า เหล่าลูกค้าในเสื้อผ้าลำลองสบายๆ หากแลปราดเดียวก็รู้ว่าราคาแพงระยับเริ่มทยอยกันเข้ามาบ้างแล้ว เนื่องจากบาร์แห่งนี้ขนาดค่อนข้างเล็ก เสียงเพลงบรรเลงเบาๆ ที่คลอเคล้าบรรยากาศระเรื่อยเย็น รับกับการตกแต่งร้านสไตล์อเมริกันยุคบุปผาชน ช่วยให้ที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนยามต้องการหนีห่างจากสภาวะตึงเครียดของโลกแห่งความเป็นจริงสำหรับจินได้เป็นอย่างดี ด้วยสไตล์ที่ค่อนไปในทางคลาสสิก บวกกับราคาที่จัดว่าแพงเข้าขั้นขูดเลือดเพื่อรองรับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ทำให้ที่นี่ไม่มีคนพลุกพล่านจนเกินไปเหมือนกับสถานท่องราตรีแห่งอื่นๆ ในย่านเดียวกัน





แต่ถึงอย่างนั้นจินก็รู้ดีว่า ที่นี่ไม่ใช่ร้านเหล้าเทวดา อันปราศจากแล้วซึ่งเรื่องเลวๆ เหมือนภาพลักษณ์ที่แสดงออกภายนอกนักหรอก แม้ยาสึดะเจ้าของร้านจะไม่สนับสนุน แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การนัดพบเพื่อล่าเหยื่อของเหล่าชายหนุ่มฐานะดี ผู้พร้อมจะใช้เงินซื้อทุกสิ่งแม้แต่คู่นอนชั่วข้ามคืนในร้านนี้มีถมไป จนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว และมันคงไม่แปลก ...หากเรื่องแบบนั้นจะอยู่ในแผนสำหรับ ‘คืนนี้’ ของผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มด้วย








“อ๊ะ! ขอโทษครับ”



อาคานิชิ จินส่ายศีรษะแทนคำพูดว่า ‘ไม่เป็นไร’ ให้กับชายหนุ่มร่างใหญ่ผู้ลุกลี้ลุกลน ต่างฝ่ายต่างเอื้อมมือไปหยิบแก้วเหล้าผสมซึ่งตั้งอยู่ใกล้กันบนเคาน์เตอร์ตรงหน้า ก่อนผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มจะผายมือเป็นเชิงให้อีกฝ่ายเลือกแก้วของตัวเองไปก่อน จะว่าไป ...ถ้าให้บอกตอนนี้ว่าแก้วของเขาคือแก้วไหน ชายหนุ่มก็ไม่สามารถจำแนกได้หรอก เพราะนอกจากเครื่องดื่มจะเป็นประเภทเดียวกันแล้ว ปริมาณที่เขาจิบไปยังไม่มากพอจะบอกความแตกต่างจากแก้วที่เพิ่งชงได้เสียด้วย





อีกอย่าง ...เขาไม่มายด์หรอกน่า ถ้าจะต้องดื่มเหล้าผิดแก้วขึ้นมาจริงๆ







คนตัวใหญ่เอ่ยขอบคุณด้วยถ้อยคำสุภาพ ...ใบหน้ารูปเหลี่ยมมีทีท่าใช้ความคิดอย่างสูง ก่อนเลือกหยิบแก้วด้านซ้ายไปด้วยท่าทางละล้าละลัง




จินยักไหล่ เพราะไม่เข้าใจว่าจะคิดมากไปทำไม ในเมื่อเหล้าก็เหลือเท่าๆ กัน ชายหนุ่มยกแก้วที่เหลืออยู่ขึ้นจิบช้าๆ ในขณะที่ร่างอีกฝ่ายลับสายตาเข้าไปในมุมมืด





รสชาติปะแล่มประหลาดแทรกผ่านปลายลิ้น แต่เพียงแค่ชั่ววินาทีก็จืดจางลงกลายเป็นมาร์ตินี่รสดีเช่นเดิม ชายหนุ่มจึงละเลียดรสชาติเหล้าผสมต่อทีละน้อยๆ อย่างใจเย็น ขณะรอการปรากฏกายของคู่กรณีซึ่งในตอนนี้กำลังยืนหอบแฮ่กอยู่หน้าร้าน ด้วยสภาพย่ำแย่สุดชีวิต






โธ่เอ๊ย!!!ร้านบ้าอะไรเนี่ย หายากเวอร์ๆ


ร่างเล็กโอดครวญ ...จะโทรถามหมอนั่นก็หาตู้โทรศัพท์สาธารณะไม่เจอ (อย่าถามว่าทำไมไม่ใช้มือถือ... ก็แบตหมดเกลี้ยงเลยนะเซ่ โธ่...ไม่น่าลืมชาร์จเลย!!!) ยังดีที่โทรไปเตี๊ยมกับชิเงะก่อนว่าจะไปค้างบ้านหมอนั่น ไม่อย่างนั้นสงสัยโดนโคยาม่ากับลูกน้องพ่อตามหาพลิกแผ่นดินโตเกียวแน่ๆ






คาซึยะสะบัดหน้าไล่สภาพน่าสังเวชไม่ชวนมองออกไป ก่อนร่างเล็กจะเชิดคอเดินหลังตรงเข้าไปภายในร้านแบบไม่ยำเกรงสายตาหลายๆ คู่ที่มองตรงมาแม้แต่น้อย ทั้งที่ในใจเต้นตุ๊มต่อม ทั้งหวาดทั้งกลัว เกรงว่าจะถูกหลอกลักพาตัวเรียกค่าไถ่มั่งล่ะ ถูกฆาตกรรมอำพรางเพราะความหมั่นไส้มั่งล่ะ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เรียวขาเล็กๆ ทั้งสองข้างก็ทำได้แค่สาวตรงไปยังร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในแจ็กเก็ตหนัง ซึ่งนั่งเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าเคาน์เตอร์





“เอากระเป๋าชั้นคืนมา”


เสียงหวานตวาดแว้ดใส่ใบหน้าหล่อเหลาที่หันมาเผชิญหน้าตรงๆ ดวงตาเรียวลุกโชนอย่างโกรธเกรี้ยว เช่นเดียวกับฝ่ามือเล็กที่เริ่มดึงทึ้งแขนเสื้ออีกฝ่ายราวกับไม่รู้ว่าราคาแจ็กเก็ตติดแบรนด์ตัวนี้ราคาแพงระยับแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อคนตัวโตกว่าเอาแต่ยิ้มมุมปากอย่างถือไพ่เหนือกว่า





“นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว” ฝ่ามือใหญ่วางทับลงกับหลังมือบางซึ่งกำจิกแขนเสื้อของตัวเอง ก่อนเปลี่ยนเป็นกำข้อมือเล็กกว่าไว้แน่น ท่ามกลางรอยยิ้มพร่างพรายยามดวงตากลมโตมองใบหน้าโกรธจนขึ้นสีของคนตัวเล็ก ผู้พยายามระงับอารมณ์อยู่อย่างสุดความสามารถ ด้วยความรู้สึกอยากแกล้งให้ตบะแตกอีกสักครั้ง “เฮ้อ ...ผมนั่งรอจนปวดหลังไปหมดแล้ว เข้าใจผิดไปแล้วนะครับว่าคุณหนูคาซึยะเก่งแค่ปาก ก็แค่เด็กแต่ใจ ช่างโวยวาย แต่ทำอะไรไม่เป็นที่อาจจะไม่ได้ห่วงเงินในกระเป๋า แต่หวงรูปถ่ายใบนี้มากกว่า”





เจ้าของใบหน้าหวานหล่อเหลาไม่พูดเปล่า ฝ่ามือใหญ่ดึงรูปถ่ายขนาดขนาดเล็กซึ่งถูกเคลือบอัดอย่างดีขึ้นมาให้อีกฝ่ายได้โมโหจนกัดฟันกรอด


ไอ้บ้าเอ๊ย!! อย่ามารู้ทันได้มั้ย ...ก็รูปในกระเป๋าน่ะมีแค่ใบเดียวที่ถ่ายกับพี่โทโมะ แล้วยังมีค่าเทียบเท่าสมบัติทั้งชีวิตแบบนั้น







แต่ไม่ทันที่คนตัวเล็กจะมีโอกาสได้อาละวาด ชายหนุ่มร่างสูงก็ชิงพูดกติกาของ ‘เกมชิงสมบัติ’ ในค่ำคืนนี้ขึ้นก่อนว่า “เพียวว้อดก้าห้าแก้ว ดื่มหมดแล้วทรงตัวอยู่ได้ถือเป็นฝ่ายชนะ ...ถ้าคาเมะจังชนะ ผมจะคืนทั้งกระเป๋าและรูปใบนี้ให้โดยไม่มีข้อแม้ แต่ถ้าคุณแพ้ ...ต้องยอมทำตามความต้องการของผม...ทุกอย่าง ตกลงไหมครับ”





คาซึยะรับฟังกติกาง่ายๆ ที่พรั่งพรูจากริมฝีปากบางได้รูปด้วยท่วงท่าหยิ่งผยอง ...ร่างเล็กเชิดคอตั้งตรงก่อนเอ่ยตกลงด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น


เพราะในความคิดของเด็กแก่แดดเฟคๆ แบบคาซึยะ ...ว้อดก้าก็แค่แอลกอฮอล์ใสๆ จะมีพิษสงร้ายกาจอะไรกัน จะว่าไปเขาก็เคยเห็นคนเมาอยู่หรอกนะ แต่จะทำไมล่ะ เขามั่นใจในตัวเองนี่นาว่ากะอีแค่เหล้าห้าแก้วจะครนามือได้ยังไง พวกเมาๆ นั่นก็แค่คออ่อนน่าสมเพช อย่างคาซึยะน่ะเหรอ เอามาเหอะ จะห้าแก้วสิบแก้ว ..สบาย!!







“ก็เอาสิ นายอย่าเมาสลบ เดือดร้อนชั้นต้องแบกไปส่งก็แล้วกัน”



เสียงหวานๆ เอ่ยเจื้อยแจ้วเหยียดข่มคู่ต่อสู้เต็มที่เรียกรอยยิ้มเอ็นดูประดับเหนือดวงหน้าหล่อเหลา จะว่าไปจินก็ชักนึกเอ็นดูคุณหนูปากเก่งคนนี้เหมือนกัน ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายจ้องหาเรื่องอยู่ตลอดเวลา เขาคงจับแก้มขาวๆ มาหอมแก้หมั่นเขี้ยวสักฟอดสองฟอดไปแล้ว






ผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มหันไปพยักเพยิดกับบาร์เทนเดอร์หนุ่มเพื่อนสนิทให้ตระเตรียมอุปกรณ์ไปเสริฟที่โต๊ะด้านหลัง ซึ่งชายหนุ่มจับจองทิ้งเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก



ไม่ใช่ว่าอยากทำให้เป็นความลับเพราะกะพรากผู้เยาว์อะไรหรอก เขาก็แค่รำคาญสายตาผู้ชายคนอื่นที่อาจจะมองเด็กปากเก่งคนนี้เป็นพวกใจแตกไร้ค่า แล้วอีกอย่างแผนของเขาคงจะง่ายกว่าถ้าไม่มีคนอื่นเข้ามายุ่งย่าม







แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามความคาดหมายของชายหนุ่ม เมื่อเจ้าหนูปากเก่งฟุบลงไปตั้งแต่ว้อดก้าแก้วแรกไหลผ่านลำคอ ใบหน้าหวานแดงซ่านเหมือนคนเป็นไข้ ...ผิวขาวสะอาดร้อนผะผ่าว ลำคอเพรียวผอมโอนเอนไปมาตามการโยกคลอนของกายเล็กบาง ก่อนทรุดวูบลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นโต๊ะ




จินมองภาพตรงหน้าด้วยแววตากึ่งขบขันกึ่งสมเพช ...นี่น่ะเหรอคนที่บอกว่าจะแบกเขาไปส่ง...







ร่างสูงใหญ่วางธนบัตรตามจำนวนราคาว้อดก้าสิบแก้วกับมาร์ตินี่หนึ่งแก้วบวกทิปอีกจำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะ ก่อนขยับมือโบกให้เจ้าของร้านหนุ่มรับทราบพร้อมอำลา โดยไม่ยอมแม้แต่จะอธิบายให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับเด็กหนุ่มแปลกหน้าตาน่ารักคนนี้



ปล่อยให้อีกฝ่ายมองตามร่างสูงใหญ่ของเขาซึ่งช้อนอุ้มคนตัวเล็กกว่าขึ้นสาวเท้าออกจากร้านตรงไปยังลานจอดรถด้วยท่าทางสุดแสนจะปกติธรรมดาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น







::~::~::~::~::~::~:: Slaver’s affair ::~::~::~::~::~::~::








ระหว่างทางที่อาคานิชิ จินบังคับพวงมาลัยหักรถยนต์เลี้ยวเข้าลานจอดรถของอพาร์ทเม้นขนาดใหญ่ใจกลางย่านอยู่อาศัยของกรุงโตเกียว แผนซึ่งชายหนุ่มวางเอาไว้ในใจก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอีกหนึ่งสเต็ป เขาจะแกล้งคนตัวเล็กด้วยการแกล้งเอาไปนอนกอดเฉยๆ สักหนึ่งคืน ...ให้ตื่นขึ้นมาตกใจเล่น แทนการสั่งสอนว่าอย่ามาทำตัวเป็นเด็กแก่แดดลามปามผู้ใหญ่




แต่เพียงชั่ววินาทีที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กำลังผุดระบายเหนือมุมปาก ตอนที่มือแกร่งเพิ่งใส่เบรคมือหลังจากจอดรถขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหญ่เข้าไว้ในที่จอดประจำ ความรู้สึกประหลาดก็แทรกวูบผ่านกายเบื้องล่างขึ้นสู่ท้องน้อยแวบหนึ่ง เพียงแต่ชายหนุ่มปฏิเสธที่จะสนใจ ร่างสูงใหญ่กระโดดลงจากรถแล้วเดินอ้อมไปช้อนร่างเล็กซึ่งยังคงหลับอุตุขึ้นอุ้มด้วยลำแขนอย่างง่ายดาย





ใบหน้าหวานหล่อเหลาส่ายศีรษะช้าๆ นึกระอาแทนพ่อแม่เด็กคนนี้จริงๆ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายหรือก็แบรนด์เนมทั้งตัว แล้วยังทีท่าไร้สัมมาคารวะนั่นอีก ลองเป็นลูกเป็นหลานเขาหน่อยเหอะ จะจัดการอบรมขั้นเด็ดขาดเลย!







“เฮ้อ แต่ตอนหลับก็น่ารักดีนี่นา”


เสียงนุ่มทุ้มพึมพำเบาๆ ปลายนิ้วเพรียวยาวไล้ลงกับเรือนผมสีเข้มที่ตกระหน้าผากเนียนเบาๆ ขณะท่อนขาได้รูปย่างเท้าพาร่างเล็กตรงเข้าไปยังภายในตัวอาคาร ท่ามกลางคำถามไร้สาระที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาก่อกวนสำนึกในใจ


ผู้ชายหน้าตาดีในรูปถ่ายใบนั้นเป็นใคร ถึงได้สำคัญกับนายขนาดนั้น...







แต่หลังจากเวลาเพียงไม่กี่นาทีจากลานจอดรถ ...จินไม่อยากเชื่อเลยว่า กับเรื่องแค่แบกเด็กตัวเล็กๆ ขึ้นลิฟต์ แล้วเดินต่ออีกนิดไปยังห้องพักของตัวเองจะทำให้เหนื่อยถึงขนาดนี้




ชายหนุ่มโยนร่างบอบบางลงกับฟูกเตียง แล้วทิ้งตัวตามลงไปเพราะไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือ




ผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มมารู้ตัวอีกทีก็เมื่อกลายเป็นว่าการล้มกายลงไปแบบไม่ดูทิศดูทางนั้น เท่ากับเป็นการคร่อมกายทับร่างคนตัวเล็กกว่าไปเสียฉิบ



ระยะห่างเพียงลมหายใจสาดถึง ทำให้ชายหนุ่มได้รู้ว่าดวงตาคู่เรียวของอีกฝ่ายซ่อนแพขนตาดกหนาเอาไว้โดยเฉพาะเมื่อเวลาหลับพริ้มลง เช่นเดียวกับผิวหน้านุ่มเนียนชวนสัมผัส และริมฝีปากสีชมพูอ่อนที่เผยอเล็กน้อย




ถ้าไม่ติดว่าพอจะดูออกว่าอีกฝ่ายไม่ได้เจนจัดอย่างที่พยายามแสดงออก เพลย์บอยเชี่ยวสังคมอย่างเขาคงไม่ปล่อยให้โอกาสดีๆ แบบนี้หลุดลอยไปง่ายๆ แน่





ชายหนุ่มถอดแจ็กเก็ตหนังออกโยนลงไปกองสุมๆไว้ข้างเตียง กำลังจะตัดสินใจลุกผละไปอาบน้ำอยู่แล้ว หากจู่ๆ ความรู้สึกร้อนรุ่มแปลกประหลาดที่ก่อตัวเวียนวนอยู่ภายในช่องท้องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ เริ่มรวมตัวกลับมาก่อกวนอีกครั้ง ...และคราวนี้ดูจะหนักหนากว่าครั้งแรกเสียด้วย





จินสะบัดหัวไล่ความทรมานที่ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นทุกวินาที เขาพยายามเคลื่อนกายเพื่อชันตัวลุกขึ้นจากท่านอนคว่ำ ด้วยเชื่อว่าอาจช่วยให้คลายความร้อนรุ่มลงได้บ้าง หากกลับกลายเป็นว่า เพราะการเคลื่อนกาย ทำให้ผิวกายเสียดสีเข้ากับผิวขาวสะอาดของอีกฝ่ายที่อุ่นร้อนด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์





พระเจ้า ประสบการณ์บอกจินแล้วว่า ...เขากำลังทุรนทุรายด้วยฤทธิ์ยา ...และกำลังต้องการใครสักคนเพื่อปลดปล่อย







“อือ... พี่โทโมะ...”



สำนึกฝ่ายดีกำลังจะผลักดันให้ร่างสูงกัดฟันผละออกไปทนทรมานเพียงคนเดียวอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่จู่ๆ ท่อนแขนเล็กๆ ของคนเมาไม่รู้เรื่องรู้ราวเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หลอนประสาทเพิ่งจะแสดงผลออกมาหลังจากนอนนิ่งไปเป็นชั่วโมงจะตวัดขึ้นเหนี่ยวรอบลำคอ ก่อนรั้งร่างชายหนุ่มซึ่งตนอุปาทานไปเองว่าเป็น ‘คนในฝัน’ ลงกอดแนบอก ...แนบผิวกายร้อนผะผ่าวซึ่งเปิดอ้ายั่วสายตาเพราะกระดุมเสื้อรุ่ยลงไปถึงเม็ดรองสุดท้าย




ริมฝีปากบางน่าเอ็นดูซุกไซ้เข้ากับต้นคอภายนอกเสื้อกล้ามสีดำพอดีตัวปลุกเร้าสติที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดของคนตัวสูงให้กระเจิดกระเจิง






“...โทโมะ ...พี่โทโมะ...ใจร้าย ผู้ชายงี่เง่า... ” เสียงหวานยังเอ่ยแว่วอยู่ข้างหู จินไม่อยากเชื่อเลยว่าในช่วงเวลาเช่นนี้น้ำเสียงที่เคยชวนรำคาญจะหวานเย้ายวนขนาดนี้ จะนึกหงุดหงิดก็แค่ชื่อที่กลีบปากนุ่มพร่ำรำพันไม่ขาดปาก





ชายหนุ่มตัดสินใจขจัดความรำคาญด้วยการบดริมฝีปากลงไปกับกลีบปากที่เผยออ้า ปลายลิ้นอุ่นคลอเคลียกับริมฝีปากสีเรื่อ ส่งผลให้คนตัวเล็กสะท้านกายแผ่วเบา ก่อนปลดปล่อยเสียงหัวเราะคิกออกมาอย่างพึงพอใจ แผ่นอกบางกระเพื่อมเป็นจังหวะระรัวเพราะแรงหอบหายใจ กระตุ้นเร้าให้ร่างสูงใหญ่ตัดสินใจปลดกระดุมอีกสองเม็ดที่หลงเหลือ ก่อนเลิกสาบเสื้อออกกองไว้ข้างลำตัวบาง





บ้าชะมัด ...เขาหยุดไม่ได้แล้ว!





จินอาจจะรู้สึกผิดมากกว่านี้ ถ้าเพียงหากร่างเล็กไม่ตอบรับสัมผัสของเขาด้วยการไล่ริมฝีปากอิ่มไปทั่วใบหน้าหวานหล่อเหลา... ราวพยายามเอาใจแต่ไม่รู้จะใช้วิธีแบบไหนถึงจะถูกหลักที่ควรจะเป็น






ชายหนุ่มค่อยๆ ไล้ฝ่ามือจากเอวบางลงลูบผิวสัมผัสเหนือต้นพาเล็กเพรียว ...เสียงแว่วหวานเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แม้จะรู้สึกแย่เข้าขั้นสูงสุด แต่เขาก็จะไม่มีวันหยุดมือแน่นอน





“ทำไมวันนี้ใจดีกับผมจังเลยละฮะพี่โทโมะ ...ทั้งที่ปกติพี่โทโมะไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตาเลยแท้ๆ... ในที่สุดก็มองผมบ้างแล้วใช่ไหม? ผมดีใจจัง...”


ร่างสูงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อริมฝีปากบางจู่โจมเข้าที่ปากของเขาแบบไม่ปล่อยให้ตั้งตัว ถึงความสามารถจะจัดเข้าขั้นว่าแย่ แต่ท่วงท่าที่พยายามแสดงออกว่าเชี่ยวชาญนั้นสร้างได้ดึงความสนใจของเขาไปจนกระทั่งชายหนุ่มผลัดฝ่ายจากรับเป็นรุกไล่ด้วยปลายลิ้นที่แทรกสอดเข้าไปถึงภายในโพรงปากอุ่น เช่นเดียวกับปลายนิ้วแกร่งที่เริ่มต้นปลดกางเกงยีนส์แบรนด์หรู ก่อนจบท้ายด้วยอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายผ่านพ้นปลายเท้าเพรียว





เสียงครางแผ่วเบาแม้เพียงแค่ผิวอ่อนบางถูกสัมผัสด้วยปลายนิ้ว ปลุกเร้าความต้องการใต้จิตสำนึกให้พุ่งพล่าน จินไล้ริมฝีปากทั่วลำคอเล็กเพรียว ก่อนเคลื่อนต่ำลงทั่วแผ่นอกผ่าวร้อน ชายหนุ่มเม้มขบผิวเนื้อนุ่มจนปรากฏรอยเด่นชัดพร้อมคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ จากประสบการณ์ทำให้เขารู้ได้ว่าคนตัวเล็กที่อยู่ใต้ร่างทำได้เพียงแค่ส่งเสียงครางแผ่วเบานั้นไร้เดียงสาแค่ไหน ถึงจะดูปากร้าย ปากเก่งยังไงก็เป็นแค่เด็กอวดดีคนหนึ่งเท่านั้น... เขาคงจะเลวใช่ไหม ถ้าหากว่าอยากครอบครองเจ้าของร่างที่ไม่เต็มใจเพราะไร้สติในตอนนี้







หึ ...ถ้าเลวแล้วจะทำไมล่ะ เขาไม่แคร์อยู่แล้วนี่




ปลายนิ้วเจนจัดบีบสัมผัสเค้นสะโพกเล็กมนจนเป็นรอยแดง เขาหัวเราะหึในลำคอเมื่อร่างเล็กผวาจะเคลื่อนกายหนี แต่ไม่พ้นท่อนแขนแกร่งที่กอดกระชับ พร้อมโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงกระซิบก่อนขบเม้มใบหูนุ่มเบาๆ





“ชู่วส์... ใจเย็นๆ ...ทนอีกนิดนะ ไม่มีอะไรน่ากลัวทั้งนั้น...เชื่อใจฉันสิ...”






“อะ...อือ ......อะ ...อะ....อ๊า!!! ....พะ ...พี่โทโมะ ...อ๊า!!!”




ใจหนึ่งจินก็นึกอยากหัวเราะออกมาดังๆ แต่อีกใจหนึ่งกลับหงุดหงิดจนแทบทนไม่ไหว ชายหนุ่มขยับปลายนิ้วเคลื่อนไหวแรงจนกายเบื้องใต้ที่หอบสั่นอยู่แล้วกระตุกรุนแรง พร้อมเสียงหวานที่ร้องระงมลั่น ก่อนสรรพเสียงจะเงียบแผ่วลงเหลือเพียงเสียงหอบหายใจระรัว หากเรียวคิ้วเข้มมีอันต้องขมวดมุ่นอีกครั้ง ...เมื่อร่างเล็กขาวโพลนใต้แสงไฟฟลูออเรสเซนต์สว่างจัดจ้าเผยอริมฝีปากครางชื่อใครบางคนออกมาอีกครั้ง





“...พี่โทโมะ ...ผม ...ผมรักพี่นะฮะ”







ถ้าเป็นใครคนอื่นจะหยุดมือลงในตอนนี้ไหม? ตอนที่เด็กอ่อนวัยไร้เดียงสาเพรียกหาเพียงชื่อคนรัก?


แต่น่าเสียดาย เพราะชายหนุ่มนิสัยแย่แบบเขาไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยพอจะมัวแต่คำนึงถึงความเป็นสุภาพบุรุษน่ารำคาญ อีกอย่างสภาพร่างกายในตอนนี้ของเขาไม่จัดอยู่ในสภาวะที่หักห้ามความรู้สึกได้อีกต่อไปแม้แต่วินาทีเดียว



censor

“อือ...พี่โทโมะ ...กลิ่นน้ำหอมแปลกไป ...แต่ช่างมันเถอะฮะ ...ผมชอบทุกกลิ่นที่พี่โทโมะใช้”






ไม่พอใจ ...ผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มจับความรู้สึกของตัวเองได้ในทันทีว่าเริ่มไม่ชอบใจกับคำพูดเหล่านั้น เพียงแต่ชายหนุ่มยังคงสะกดกลั้นเอาไว้ใต้ดวงหน้าเปื้อนรอยยิ้ม




อีกหน่อยนายจะชินกับกลิ่นนี้จนขาดมันไม่ได้เลยล่ะ เชื่อผมมั้ยคาเมะจัง?

Censor


ราตรีอันยาวนานที่จะไม่มีวันจบลงง่ายๆ เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ...และจะดำเนินต่อไปจนถึงจุดใดไม่มีใครรู้







ท่ามกลางความรุ่มร้อนของอุณหภูมิที่พุ่งสูง สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในใจผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มร่างสูงคือคำถามว่า...



ถ้าฉันจะยืมเจ้าเด็กอวดดีนี่ไปกอดบ้างบางครั้งบางคราว นายคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมคุณพี่โทโมะ?







และอีกครั้งที่การเคลื่อนกายหยุดลง ...จินแค่นเสียงหัวเราะแผ่วเบาด้วยนึกขำกับความคิดตัวเอง เขาคิดภาพไม่ออกเลยว่าถ้าต้องให้เดินเข้าไปพูดคำท้าทายประโยคนั้นกับผู้ชายในภาพถ่ายจริงแล้วหมอนั่นจะทำสีหน้าแบบไหน
คงไม่ชักปืนออกมายิงแสกหน้าเขาตอนนั้นเลยหรอกนะ





แต่ดูจากรอยเหี้ยมในแววตากลมโตคู่นั้นแล้วชายหนุ่มก็นึกเสียวสันหลังอยู่เหมือนกัน



เพราะเขาอยากจะบอกคุณหนูอ่อนโลกคนนี้เหลือเกินว่าทั้งสายตาและท่วงท่าที่ร่างแข็งแกร่งนั้นใช้ลำแขนโอบรอบหัวไหล่มน ไม่ใช่อาการของ ‘คนไม่เห็นร่างเล็กอยู่ในสายตา’ สักนิด ตรงกันข้าม ...แววตาคู่นั้นฉายประกายรักใคร่อยู่ลึกๆ ด้วยซ้ำ





ชายหนุ่มค่อยๆ โน้มใบหน้าลงประทับรอยจูบขบเม้มเหนือซอกคอเพรียวมนเป็นครั้งสุดท้ายด้วยแรงที่จงใจเพิ่มให้มากพอสำหรับ ‘ตราประทับธรรมชาติ’




แม้ลางสังหรณ์จะบอกว่าเรื่องยุ่งยากกำลังจะตามมา แต่คนอย่างเขามีเหรอจะกลัว






ไม่มีทาง!! ...แบบนี้สิถึงยิ่งเรียกได้ว่าท้าทาย สำหรับเขาแล้ว อะไรที่ได้มาง่ายๆ มันก็ทิ้งได้ง่ายๆ เหมือนกัน








::~::~::~::~::~::~:: Slaver’s affair ::~::~::~::~::~::~::








ค่ำคืนนั้นยามาชิตะ โทโมฮิสะรู้สึกกังวลใจอย่างประหลาด บอสใหญ่บริษัทในเครือ Hill Side Corp เคาะปลายนิ้วกับแป้นคีย์บอร์ดเครื่องโน้ตบุ้คแมคอินทอชสีขาวของตัวเองแรงๆ อย่างลืมตัว นาฬิกาดิจิตอลฝังติดผนังบอกเวลาย่างตีสามของเช้าวันใหม่เข้าไปแล้ว




เขายังนอนไม่หลับ ทั้งที่เช้าวันรุ่งขึ้นมีประชุมพรรคครั้งใหญ่หนึ่งในสี่ครั้งของรอบปี ซึ่งจำเป็นต้องมีโทโมฮิสะนั่งประจำในตำแหน่งประธาน




ชายหนุ่มจิ๊ปากอย่างขัดใจ เมื่อเผลอกดปิดหน้าต่างรายงานวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจรอบสัปดาห์ไป ...ใช่ว่าเขาจะไม่ชอบธุรกิจด้านมืดซึ่งในฐานะบอสใหญ่แห่งมังกรดำ ...นอกเหนือจากนั้นยามาชิตะ โทโมฮิสะคนนี้ยังจำเป็นต้องบริหารคาสิโนใต้ดินและระบบคุ้มครองของเขาให้ดำเนินต่อไปได้อย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับธุรกิจหลักของ Hill Side อันว่าด้วยส่งออกเครื่องประดับจากอัญมณีที่รับต่อจากประเทศกำลังพัฒนา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องรับผิดชอบพันธนาการชีวิต ‘ยามาชิตะ โทโมฮิสะ’ ไว้กับหน้าที่ที่แบกรับด้วยไหล่ทั้งสองข้างอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน





กว่าเขาจะรู้ตัว ...ทุกคนที่เคยอยู่เคียงข้างก็ล้วนเดินหายออกไปจากชีวิตเสียแล้ว




จะเหลือก็เพียงคุณหนูคาเมนาชิ คาซึยะ




ลูกชายคนเดียวของคาเมนาชิซังเจ้าของธุรกิจส่งออกไข่มุกชื่อกระฉ่อน เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของพ่อเขามาที่อุตส่าห์บุกน้ำลุยไฟมาด้วยกัน







โทโมฮิสะรู้จักคาซึยะมาตั้งแต่เด็ก เช่นเดียวกับที่รู้ว่าคุณหนูอ่อนวัยหลงรักเขาแบบหัวปักหัวปำแค่ไหน แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่สามารถปักใจเชื่อลงไปทีเดียวหรอกว่าความรู้สึกซึ่งอีกฝ่ายมอบให้นั้นคือ ‘รัก’ ไม่ใช่ ‘หลง’ แบบเด็กๆ




ดังนั้นอีกฝ่ายคงนึกน้อยใจว่าเขา ‘ใจร้าย’ อยู่ร่ำไป เพราะท่าทีที่โทโมฮิสะมักแสดงออกเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาตามตื๊อแบบไม่ยอมปล่อย คือ ‘รำคาญ’





ทั้งที่จริงแล้วเขาไม่เคยนึก ‘รังเกียจ’ คาซึยะแม้แต่น้อย เพียงแต่นึกรำคาญเสียงหวานๆ ที่เอาแต่แผดเจื้อยแจ้ว กับอาการตามติดชนิดไม่ปล่อยให้เคลื่อนตัว โดยเฉพาะกับคนความอดทนต่ำและต้องการสมาธิในการทำงานสูงอย่างเขาแล้ว


คาซึยะคืออุปสรรคสำคัญของการบริหารเลยทีเดียว!!







น่าแปลกที่จู่ๆ โทโมฮิสะก็นึกถึงคาซึยะขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ...สังหรณ์ประหลาดที่ชายหนุ่มไม่เคยใส่ใจมาตลอดจนกระทั่งวันนี้ผลักดันให้ชายหนุ่มตัดสินใจใช้โทรศัพท์มือถือสีเงินด้านโทรหาอีกฝ่ายในช่วงดึก ...หากหลังจากใช้ความอดทนอันน้อยนิดรออยู่เนิ่นนานกลับไร้สัญญาณตอบรับใดๆ





ร่างเพรียวหากแข็งแกร่งโยนโทรศัพท์ราคาแพงระยับลงกับพื้นเสื่อตาตามิท่ามกลางความหงุดหงิดที่ฉายชัดเพียงในแววตา



แม้จะบอกว่ารำคาญอย่างไร แต่ชายหนุ่มก็รู้นิสัยคาซึยะดีว่า คุณหนูแต่ใจคนนั้นไม่เคยปิดโทรศัพท์มือถือ!!






ฝ่ามือเพรียวเกาจมูกที่โด่งเป็นสันแรงๆ อย่างพยายามใช้ความคิด




จะว่าไปวันนี้คาซึยะก็ดูจะโกรธเขามากผิดปกติเหมือนกัน หลังจากถูกจับโยนออกจากห้องแถมปิดประตูใส่หน้าอีกโครมใหญ่ แต่ในตอนนั้นเขาหงุดหงิดจนทำอะไรไม่ถูกแล้วยังต้องมารองรับอารมณ์เอาแต่ใจ ออดอ้อนออเซาะจะให้ไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกันให้ได้อีก





เฮ้อ จะว่าไปเขาก็อยากตามใจร่างเล็กสักครั้งเหมือนกัน แต่งานที่รัดตัวและความหงุดหงิดที่จะพุ่งสูงทุกครั้งที่ถูกตามตื๊อตามอ้อน ทำให้สติขาดผึงก่อนเวลาอันควรอยู่ร่ำไป






ชายหนุ่มส่ายศีรษะช้าๆ ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้หลังจากประชุมเสร็จตอนเช้า กับออกไปดูแลกิจการปล่อยสินเชื่อในตอนบ่ายแล้ว เย็นๆ ลองชวนคาซึยะไปทานข้าวสักมื้อก็ดีเหมือนกันนะ







To be Continue.

2008/Sep/30

**** [Order] NoteBook Skin แผ่นสติกเกอร์ติดโน้ตบุ๊ค --- เลือกรูปได้ตามใจชอบเลยจ้า^^ --- ****


รายละเอียด
เป็นแผ่นสติกเกอร์ติดโน้ตบุ๊คนะคะ ติดแล้วสวยไม่เหมือนใคร กลายเป็นโน้ตบุ๊คเครื่องเดียวในโลก 555 สามารถลอกออกมาเก็บไว้ใช้ใหม่ได้ ไม่ทิ้งรอยไว้ที่ตัวเครื่อง
สำหรับการสั่งซื้อ สามารถเลือกรูปที่ตัวเองชอบแล้วส่งมาได้เลยค่ะ จะทำรูปแบบเองหรือจะเลือกรูปมาแล้วให้เราจัดวางให้ก็ได้ อยากแบบไหนก็บอกได้เลยนะ ^^ หรือจะเลือกลายตามตัวอย่างก็ได้นะคะ


****สำหรับไฟล์ภาพที่ส่งมาต้องใหญ่นิดนึงนะคะ แนะนำว่าควรเป็นขนาด 500 KB ขึ้นไป ถ้าอยากได้ชัดแจ่มชัวร์ๆ ก็ 1 MB ขึ้นไปค่ะ แต่สำคัญที่สุดก็คือวัดไซส์โน้ตบุ๊คของตัวเองให้ถูกต้องนะคะ เพราะไซส์ที่ลงไว้เป็นไซส์มาตรฐานของรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ซึ่งอาจจะเหมือนกันในบางยี่ห้อ ควรวัดของตัวเองว่าเข้ากับไซส์ที่ลงเอาไว้หรือไม่ ถ้าไม่มี วัดขนาดจริงของตัวเองมาให้เลยค่ะ ถ้าไม่มั่นใจเผื่อให้ใหญ่นิดนึงแล้วตัดออกเองก็ได้ค่ะ****

( ถ้า Size ผิด ไม่รับคืนนะคะ เพราะสั่งทำเฉพาะบุคคลค่ะ เลยต้องย้ำว่าให้วัดดีๆ นะคะ^^ )


user posted image


ราคา 270 บาทนะคะ รับออเดอร์ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงถึงสิ้นเดือนส.ค. ค่ะ ถ้าสั่งมาเยอะ อาจจะได้เร็วกว่านั้นค่า จะได้รีบส่งให้โรงงานทำจ้ะ รับของได้ภายในสองอาทิตย์หลังจากปิดรับรายชื่อค่า


ใครสนใจเมล์มาสั่งได้ที่ pinkmoonlight@hotmail.com หรือ namiuchiwara@gmail.com หัวข้อว่า สั่ง notebook skin จ้า ^^ แจ้งรายละเอียดดังนี้
1. ชื่อ + username
2. แบบ/จำนวน
3. ไซส์ (ขนาด)
4. เบอร์โทร.
5. อีเมล์
6. รับของที่ สยาม/ไปรษณีย์ (ถ้ารับทางไปรษณีย์ ขอคิดค่าส่งเพิ่ม 20 บาทนะคะ)


ลายตัวอย่างนะคะ (รับทั้งลาย Jr และลายอื่นๆ ก็สั่งทำได้นะคะ)


user posted image

user posted image

user posted image

user posted image

user posted image

user posted image